×

เจาะลึก ‘ดุลบัญชีเดินสะพัดไทย’ ขาดดุลไตรมาส 2 ทุบสถิติ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์ ปัจจัยชั่วคราวหรือสัญญาณเตือนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

11.08.2026
  • LOADING...
ภาพธนบัตรเงินบาทไทย พร้อมข้อความ ‘ดุลบัญชีเดินสะพัด’ Q2 ขาดดุลทุบสถิติ อีกสัญญาณเตือน ศก.ไทย

เศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังกระแสความกังวลเรื่องสภาวะ ‘ขาดดุลแฝด’ (Twin Deficit) เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุดในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ที่พบว่าประสบภาวะขาดดุลอย่างหนักทุบสถิติ ท่ามกลางคำถามสำคัญจากนักลงทุนและภาคธุรกิจว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียง ‘พายุชั่วคราว’ หรือเป็น ‘สัญญาณเตือนภัยถาวร’ ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกันแน่

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

นนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ประสบภาวะขาดดุลรุนแรงถึง 17,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับตัวเลขที่สูงมากเมื่อพิจารณาเทียบกับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา

 

เมื่อแยกโครงสร้างหลักของดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ดุลการค้า และ ดุลบริการ ซึ่งรวมถึงดุลบริการ รายได้ และเงินโอนจะพบต้นตอของการติดลบดังนี้

 

  • ดุลการค้าติดลบมหาศาล: จากยอดขาดดุลทั้งหมดนั้น เป็นการขาดดุลการค้าสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับการขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์
  • ส่งออกโตดี แต่นำเข้าพุ่งกระฉูดกว่า: แม้ภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 18% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 3 เท่าของการเติบโตในสภาวะปกติ (ปกติเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-6%) แต่ภาคการนำเข้าของไทยกลับพุ่งทะยานแซงหน้าไปไกลถึง 38% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ดุลการค้าพลิกกลับมาติดลบอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทำไมนำเข้าสูงแซงหน้าส่งออก เจาะลึกโครงสร้าง ‘ดุลการค้า’ ของไทย

 

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก SCB EIC ได้ชี้ให้เห็นว่า การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ดุลการค้าของประเทศติดลบนั้น เกิดจากปัจจัยผสมผสานทั้งเรื่องเฉพาะหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างการผลิตของประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก

 

1. ผลกระทบชั่วคราวจากราคาพลังงานโลกและสงคราม

 

ในไตรมาสที่ 2 ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นความตึงเครียดในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก มูลค่าการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นจึงกลายเป็นต้นทุนก้อนโตที่เข้ามาฉุดรั้งดุลการค้าโดยตรง

 

2. โครงสร้าง ‘นำเข้าเพื่อส่งออก’ (Import to Export)

 

ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หากพิจารณาโครงสร้างการส่งออกของไทยที่เติบโตได้ดีในช่วงหลัง จะพบว่ามีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ทว่าอุตสาหกรรมในประเทศส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับกลางน้ำถึงปลายน้ำ (Midstream to Downstream) ทำให้ทุกครั้งที่เราต้องการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก 1 หน่วย ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบมูลค่าสูงจากต่างประเทศเข้ามาประกอบก่อนเสมอ ดังนั้น ยิ่งยอดส่งออกเติบโตมากเท่าใด ยอดนำเข้าชิ้นส่วนก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

3. กระแสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Data Center)

 

อีกหนึ่งสปอตไลต์สำคัญคือกระแสการตื่นตัวและลงทุนจัดตั้ง Data Center ทั่วโลกและในประเทศไทย แต่อุปกรณ์และเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับ Data Center ทั้งหมดนั้น ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตเองได้และจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด การลงทุนก้อนใหญ่นี้จึงส่งผลให้ยอดการนำเข้าสินค้ากลุ่มทุน (Capital Goods) ปรับตัวสูงขึ้นทันที

 

‘ดุลบริการ’ อ่อนแอ: ท่องเที่ยวฟื้นช้า ฤดูกาลขนเงินกลับ และรายจ่ายดิจิทัลที่ไหลออกถาวร

 

ในฝั่งของดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ซึ่งในอดีตเคยเป็น ‘พระเอก’ คอยค้ำจุนเศรษฐกิจไทย ก็กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้าหลายด้านในไตรมาส 2 จนทำให้ดุลบริการติดลบและไม่แข็งแรงเท่าที่ควร จากปัจจัยกดดัน 4 ประการ

 

  • ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับอดีต: ก่อนวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยเป็นประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงมากถึง 8% ของ GDP เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้ามากว่า 40 ล้านคน สร้างรายได้คิดเป็น 11-12% ของ GDP แต่ภายหลังโควิดคลี่คลาย แรงส่งจากการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า ส่งผลให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเฉลี่ยในรอบ 5 ปีลดลงอย่างเห็นได้ชัดและน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
  • ผลกระทบชั่วคราวจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง: ในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 สถานการณ์สงครามและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้นักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศดังกล่าวปรับลดจำนวนลงชั่วคราว แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นในภายหลัง แต่ก็ส่งผลลบต่อรายรับในไตรมาสนี้
  • ปัจจัยเชิงฤดูกาลจากการส่งกำไรกลับประเทศ (Profit Repatriation): ไตรมาสที่ 2 ของทุกปี เป็นช่วงปกติทางฤดูกาลที่บริษัทข้ามชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาจดทะเบียนและประกอบธุรกิจในไทย จะทำการโอนกำไรและเงินปันผลกลับประเทศแม่ ส่งผลให้ดุลรายได้ในฝั่งนี้ติดลบเพิ่มขึ้น
  • รายจ่ายเชิงโครงสร้างใหม่ที่ไหลออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง:
  • ค่าระวางเรือขนส่งสินค้า (Freight Rates) ทรงตัวสูงยาวนาน: ตั้งแต่วิกฤตตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนในปี 2564 ต่อเนื่องด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ค่าระวางเรือที่ผู้ส่งออกไทยต้องจ่ายให้กับสายเรือต่างประเทศทรงตัวในระดับสูงมาตลอดและไม่ลดลง
  • รายจ่ายบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างประเทศพุ่งสูง: พฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจไทยเปลี่ยนไปพึ่งพิงระบบดิจิทัลของต่างประเทศอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าสมาชิกรายเดือนอย่าง YouTube Premium ไปจนถึงบริการเทคโนโลยี AI ต่างๆ ซึ่งรายจ่ายส่วนนี้เติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นตัวกดดันดุลบริการของไทยในระยะยาวอย่างถาวร

 

วิเคราะห์สถานการณ์น่ากังวลแค่ไหน

 

เพื่อตอบคำถามสำคัญของภาคธุรกิจ คุณนนท์ พฤกษ์ศิริ ได้แบ่งระดับความน่ากังวลของดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่ติดลบทุบสถิตินี้ออกเป็น 3 มิติเวลา

 

  • ระยะสั้น ไม่น่ากังวล: ภาพการติดลบหนักในไตรมาส 2 เป็นผลจาก “ปัจจัยชั่วคราว” เป็นหลัก โดยเฉพาะปัจจัยราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงในช่วงที่สงครามตะวันออกกลางเพิ่งปะทุขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลง ราคาน้ำมันดิบโลกทยอยปรับตัวลดลงพอสมควรแล้ว ทำให้คาดว่าแรงกดดันเหล่านี้จะทยอยหมดไป และดุลบัญชีเดินสะพัดจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น
  • ระยะกลาง (ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการลงทุน): การขาดดุลที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อมาลงทุนในระบบเศรษฐกิจ เช่น อุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับ Data Center ถือเป็น “สัญญาณบวก” เพราะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของประเทศให้เติบโตในอนาคต แต่สิ่งสำคัญที่ต้องติดตามคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างงานให้คนในประเทศได้จริงหรือไม่ และจะมีความยืนยาวเพียงใด หากสร้างประโยชน์ได้จริง การติดลบของดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล
  • ระยะยาว น่ากังวลอย่างยิ่ง หากหมดกระแสลงทุนแล้วไม่มี ‘Story’ ใหม่: หากวันหนึ่งกระแสการลงทุน Data Center หรือโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สิ้นสุดลง แต่ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังคงตกต่ำหรือขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทิศทางการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาทดแทนเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันใหม่ สิ่งนี้จะเป็นเรื่องน่ากังวลขั้นรุนแรง เพราะการลดลงของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างถาวร จะสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกสินค้าและบริการในตลาดโลกไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

 

ภาพ: Mehaniq / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories