หมดยุค ‘อาวุโส’ ชี้ชะตา การรักษาสมดุลกับ ‘ความสามารถ’
ประเด็นสำคัญที่ THE STANDARD หยิบยกมาสอบถาม คือ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรี ต้องพิจารณาถึงความอาวุโสควบคู่ไปกับความรู้ความสามารถ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าในโลกความเป็นจริง เราจะสร้างสมดุลอย่างไรไม่ให้คำว่าความรู้ความสามารถ ถูกใช้เป็นข้ออ้างหรือช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อเอาชนะความอาวุโสและเอื้อประโยชน์ให้กับระบบอุปถัมภ์
ประเด็นสำคัญ
พล.ต.อ. เอก มองว่าในภาพรวม ณ เวลานี้ การแต่งตั้งอาจจะยังไม่ตอบโจทย์เจตนารมณ์ของกฎหมายได้อย่างเต็มที่นัก แม้เจตนารมณ์ใหม่จะต้องการให้ความสำคัญกับระบบคุณธรรม แต่ในรายละเอียดกลับให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้ดุลพินิจพิจารณาแต่เพียงผู้เดียว ส่วนคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง โดยไม่มีอำนาจเสนอชื่อแคนดิเดต
ยิ่งไปกว่านั้น องค์ประกอบของ ก.ตร. ทั้ง 16 คน มีสัดส่วนของกรรมการโดยตำแหน่งที่เป็นข้าราชการประจำถึง 10 คน และมาจากการเลือกตั้งหรือคนนอกเพียง 6 คน โครงสร้างเช่นนี้จึงเกิดข้อจำกัดในการสร้างความเป็นธรรมาภิบาล
อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งโดยไม่ได้ใช้ผู้ที่มีอาวุโสอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนไปตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา มีนายกฯ หลายยุคที่คัดเลือกผู้ที่ไม่ได้มีอาวุโสสูงสุดขึ้นเป็น ผบ.ตร. ซึ่งมักจะให้เหตุผลเรื่องศักยภาพหรือความโดดเด่นที่ตอบสนองนโยบายได้
ปัญหาคือปัจจุบันยังไม่มีบรรทัดฐานที่เป็นตัวเลขชัดเจนว่า อาวุโสหรือความสามารถควรมีสัดส่วนกี่คะแนน ทุกอย่างจึงยังคงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาสูงสุด
มาตรวัด (KPI) และทางออกเพื่อความโปร่งใส
เมื่อกฎหมายไม่ได้ดูแค่อาวุโสเพียงอย่างเดียว สังคมจึงตั้งคำถามถึงมาตรวัดความสามารถ (KPI) ที่โปร่งใสและเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการยอมรับในหมู่ข้าราชการตำรวจ
พล.ต.อ. เอก ได้เสนอทางออกเพื่อแก้ปัญหานี้ว่า ควรมีการตั้งคณะกรรมการอิสระที่อาจมาจากบุคคลภายนอกหรือผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเข้ามาคัดเลือกและเปิดเวทีให้แคนดิเดตมาแสดงวิสัยทัศน์ตอบคำถาม และเปิดเผยผลงานต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนได้เห็นศักยภาพอย่างโปร่งใส
นอกจากนี้ หากมีข้อกังขา กฎหมายปัจจุบันยังเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้ และหากผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่พอใจ ก็สามารถฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ ซึ่งถือเป็นกลไกการถ่วงดุลอำนาจที่มีอยู่
ปรากฏการณ์ ผบ.ตร. 7 ปี กับ ภาวะคอขวดในองค์กร
อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16 จะมีวาระการดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 7 ปี ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะคอขวดในการแต่งตั้งโยกย้าย และอาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของนายตำรวจระดับสูงท่านอื่นๆ
สำหรับเรื่องนี้ พล.ต.อ. เอก มองว่าการคาดเดาล่วงหน้าถึง 7 ปีอาจจะเร็วเกินไป เพราะสถานการณ์การเมืองและรัฐบาลเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ส่วนในมุมของขวัญกำลังใจ พล.ต.อ. เอก เชื่อมั่นว่าข้าราชการตำรวจส่วนใหญ่ทำงานด้วยความมุ่งมั่นและแพสชัน การได้เติบโตมาจนถึงระดับนายพลก็ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดแล้ว การจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่าง ผบ.ตร. บางครั้งเป็นเรื่องของจังหวะเวลาหรือบุญวาสนา เมื่อผู้บังคับบัญชาตัดสินใจเลือกแล้ว ทุกคนก็ต้องรักษาสปิริตและกลับมาร่วมมือกันทำงาน เพราะผู้นำองค์กรไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว
ความจริงของการ ‘ปฏิรูปตำรวจ’ ในสายตาประชาชน
ท่ามกลางข่าวคราวที่บั่นทอนความเชื่อมั่น หลายคนตั้งคำถามว่าสังคมไทยมาถึงจุดที่เหนื่อยล้ากับคำว่า ปฏิรูปตำรวจ หรือไม่ และวันนี้เราเดินเข้าใกล้คำว่าปฏิรูปตำรวจสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
พล.ต.อ. เอก ประเมินว่า พ.ร.บ.ตำรวจฯ พ.ศ. 2565 ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี โดยเฉพาะการกำเนิดของ ก.พ.ค.ตร. และ ก.ร.ตร. (คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ) ซึ่งเป็นความหวังใหม่ในการให้ความเป็นธรรม แต่กระดุมเม็ดแรกที่ยังติดผิดและต้องแก้ไขคือ โครงสร้างขององค์กรกลาง อย่างเช่น คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่ขับเคลื่อนไม่ได้จริง และ ก.ตร. ที่ควรปรับลดสัดส่วนของข้าราชการประจำลง เพื่อให้เป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมืองอย่างแท้จริง
ในท้ายที่สุด พล.ต.อ. เอก เชื่อมั่นว่าความขัดแย้งรุนแรงของผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ทำให้องค์กรเสียหายในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นเพียงกรณีพิเศษและไม่น่าจะหวนกลับมาอีก เพราะในยุคดิจิทัล ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้และตรวจสอบได้ ทำให้ทุกคนต้องทำงานด้วยความระมัดระวังและโปร่งใสมากขึ้น


