แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไทย ยกประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นวาระสำคัญในการหารือระหว่างการเดินทางเยือนประเทศไทยของ พล.อ. อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีและอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 ถึง 7 สิงหาคม 2569
แถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลไทยต้องไม่ปล่อยให้ความร่วมมือระหว่างประเทศดำเนินไปโดยแลกกับการเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในเมียนมา การเยือนครั้งนี้ไม่ควรถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงแค่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจหรือการค้าเท่านั้น
การเดินทางเยือนประเทศไทยของ พล.อ. อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นผู้นำการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดขึ้นตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีของไทย
โดยมีกำหนดการประกอบด้วยการหารือทวิภาคี การเข้าพบตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ และการเข้าร่วมเวทีหารือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026
แอมเนสตี้ระบุว่า แม้การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นอำนาจของรัฐบาล แต่การต้อนรับผู้นำที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้เกิดคำถามต่อบทบาทของประเทศไทยในด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ
แอมเนสตี้ระบุถึงหลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า การดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรเป็นหลักประกันให้บุคคลใดได้รับเอกสิทธิ์คุ้มกันจากความรับผิดรับชอบ
ปัจจุบันมีคำร้องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อขอออกหมายจับ พล.อ. อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากกรณีการขับไล่และกดขี่ชาวโรฮิงญา ซึ่งหากศาลอนุมัติหมายจับ ประเทศสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีพันธกรณีต้องดำเนินการเมื่อบุคคลดังกล่าวเดินทางเข้าสู่เขตอำนาจของตน
ศตพัฒน์ ศิลป์สว่าง เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายรณรงค์เชิงนโยบาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าสถานการณ์ในเมียนมายังคงเลวร้ายลงนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร กองทัพเมียนมาดำเนินการโจมตีพลเรือน โจมตีทางอากาศ จับกุมและควบคุมตัวโดยพลการ ทรมานผู้ถูกควบคุมตัว และปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบ
ข้อมูลจากแอมเนสตี้ที่บันทึกตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ระบุว่า มีประชาชนเสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวโดยรัฐบาลทหารจำนวน 2,200 คน มีผู้ถูกจับกุมหรือตั้งข้อกล่าวหา 30,000 คน มีผู้ถูกประหารชีวิตจากข้อกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือผู้ก่อความไม่สงบในการต่อสู้กับกองทัพ 4 คน มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ 3.6 ล้านคน และมีผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาภายใต้กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้ง 400 คน
ข้อมูลเหล่านี้สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2568/2569 ของแอมเนสตี้ที่บันทึกการเพิ่มขึ้นของการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่พลเรือน การควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และการปฏิเสธการรักษาพยาบาลผู้ถูกควบคุมตัว
นอกจากประเด็นการเรียกร้องความยุติธรรม แอมเนสตี้ยังอ้างอิงงานวิจัยล่าสุดที่พบว่าในปี 2568 มีการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเข้าสู่เมียนมาจำนวน 109,000 เมตริกตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 69 และสูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร
แอมเนสตี้จึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการป้องกันไม่ให้น้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวถูกส่งออกหรือส่งผ่านประเทศไทยเพื่อนำไปใช้โจมตีพลเรือน รวมถึงต้องกำกับดูแลบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยไม่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานที่อำนวยความสะดวกให้กองทัพเมียนมาละเมิดสิทธิมนุษยชน
พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยใช้โอกาสในการเยือนครั้งนี้ ยืนยันให้รัฐบาลเมียนมายุติการโจมตีพลเรือน ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวโดยพลการ และนำตัวผู้ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ


