ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา VE/LA เปิดร้านมาแล้วหลายสาขา แต่ไม่เคยมีสักแห่งที่แบรนด์เรียกว่า “บ้าน”
จนกระทั่งวันนี้ haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 พื้นที่ที่รวบรวมทุกสิ่งที่หล่อหลอม VE/LA ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการชงกาแฟ งานออกแบบ สมุดสเกตช์ เมนูที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญในแต่ละปี หรือแม้แต่ความทรงจำเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของบ้านหลังนี้
ประเด็นสำคัญ
หากคาเฟ่หลายแห่งถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนรีบสั่ง รีบดื่ม และรีบไป haus VE/LA กลับชวนให้เราทำตรงกันข้าม คือค่อยๆ ใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ตรงหน้าให้นานกว่าที่ตั้งใจ
เราขอเล่าย้อนกลับไปในปี 2021 แบรนด์ VE/LA เริ่มต้นจาก Espresso Bar ขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของร้านขายอุปกรณ์ศิลปะในสุขุมวิท 42 ผู้ก่อตั้ง พีท-กษิดิศ ประสิทธิ์รัตนพร ในวัยเพียง 16 ปี ตั้งใจทำ Specialty Coffee ที่เข้าถึงง่ายแต่ใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่เมล็ดกาแฟ Dawn และ Dusk ไปจนถึงการชวนให้ลูกค้าเลือกช่วงเวลาของตัวเองผ่านรสชาติของกาแฟ
จากร้านเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนต่อแถวยาวออกมานอกร้าน วันนี้ VE/LA เติบโตจนมีหลายสาขา รวมถึงสาขาที่ต่างประเทศด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นคือพื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวทั้งหมดของแบรนด์ไว้ในที่เดียว
ทำให้ haus VE/LA จึงไม่ใช่เพียงแฟล็กชิปสโตร์ แต่เป็นบทสรุปของการเดินทางตลอด 5 ปีที่ผ่านมา



The Vibe
บรรยากาศของสาขานี้ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปคาเฟ่ร่วมสมัยที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น ไฮไลต์แรกคือหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ในช่วงบ่าย แสงจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นไฟโทนอุ่นคล้ายแสงเทียน เพิ่มมู้ดสโลว์ไลฟ์
อีกมุมที่เราใช้เวลานานกว่าที่คิดคือ Coffee Table ใจกลางร้าน ที่รวบรวมสมุดสเก็ตช์ โลโก้เวอร์ชันแรก และบันทึกต่างๆ ของ VE/LA ราวกับเปิดแฟ้มประวัติของแบรนด์ให้ทุกคนได้พลิกดู
และอย่าลืมแวะไปที่ hardcopy ตู้ถ่ายภาพใต้บันไดวนไม้ ซึ่งจะพิมพ์รูปออกมาในรูปแบบใบเสร็จ



The Taste
แน่นอนว่ามีสิ่งที่ทำให้การมา haus VE/LA แตกต่างจากสาขาอื่น คือตัวเมนูเครื่องดื่ม Exclusive 5 แก้วพิเศษในซีรีส์ ‘The Archives’ ที่สร้างขึ้นเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญในแต่ละปีของแบรนด์ ผ่านรสชาติและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ รวมถึงเบเกอรีที่ออกแบบมาอย่างมีกิมมิก
ครั้งนี้เราได้ลอง 3 เมนู ส่วนแก้วที่เราชอบที่สุดคือ The Affair (195 บาท) เมนู Earl Grey Matcha ที่นำชาเอิร์ลเกรย์และมัทฉะมาเลเยอร์กันอย่างสวยงาม ดื่มแล้วจะได้ทั้งกลิ่นหอมของเบอร์กามอตและความนุ่มของมัทฉะในแก้วเดียว
ขณะที่ Sticky Situation (185 บาท) ให้รสชาติที่ชวนให้นึกถึงข้าวเหนียวมะม่วง ผ่านการผสมเอสเปรสโซ น้ำมะม่วง และครีมมะพร้าว ก่อนโรยข้าวคั่วด้านบน เพิ่มทั้งกลิ่นและเท็กซ์เจอร์ในทุกคำ



ส่วน Sweet Sixteen (180 บาท) เป็นแก้วที่หยิบแรงบันดาลใจจาก Banoffee Pie มาถ่ายทอดผ่านกาแฟ Long Black ที่ท็อปด้วยครีมกล้วย คาราเมล และมีกล้วยกรอบด้านบน กลายเป็นเมนูที่ทั้งสนุกและดื่มง่ายกว่าที่คิด
สำหรับเบเกอรีเราได้ลอง Canvas Basque Cheesecake (300 บาท) ชีสเค้กเนื้อแน่นแต่ยังคงความละมุน ด้านบนเคลือบไวต์ช็อกโกแลต เสิร์ฟพร้อมสีและพู่กันที่ให้เราเพนต์ลวดลายของตัวเองได้ กับ Fat Kid Banana Bread (145 บาท) ที่หอมกล้วย เนื้อเค้กชุ่มฉ่ำ กินคู่กับกาแฟแล้วลงตัวพอดี
นอกจากเมนูเอ็กซ์คลูซีฟแล้ว ทางร้านยังมีเมนูกาแฟจากเมล็ด Dawn และ Dusk รวมถึงเครื่องดื่มและเบเกอรีที่คุ้นเคยให้เลือกครบเช่นกัน



Good for
ไม่ว่าคุณจะตั้งใจมานั่งทำงาน อ่านหนังสือ นัดพูดคุยกับเพื่อน หรือเพียงแค่ต้องการแวะพักหลีกหนีความวุ่นวาย haus VE/LA ก็ถูกออกแบบมาเพื่อชะลอจังหวะชีวิตในวันธรรมดาให้ช้าลงอีกนิด ที่นี่จึงเหมาะมากสำหรับสายคาเฟ่ฮอปที่กำลังมองหาสเปซอบอุ่น โปร่งสบาย ใจกลางย่านสุขุมวิท
haus VE/LA
Location: ซอยสุขุมวิท 53 (หน้าคอนโด Chalermnit Art De Maison)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.
Contact: VE/LA Bangkok
Budget: ราคา 250-500 บาทต่อคน






