วันนี้ (26 กรกฎาคม) สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุไม่ควรใช้คำว่า ‘ไล่ล่า’ ผู้ก่อเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเสนอให้ใช้กลไกการพูดคุยสันติสุขเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา หลังเกิดเหตุคนร้ายโจมตีจุดตรวจจนทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย
สุรเดชกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการก่อเหตุที่อุกอาจและโหดเหี้ยม ทั้งการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่และใช้อาวุธสงครามกับระเบิดในการโจมตี พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เขาตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยเห็นว่าในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพ ควรแสดงจุดยืนที่หนักแน่น และการไม่สนับสนุนการ “ไล่ล่า” ผู้ก่อเหตุ อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง
สุรเดชเสนอว่า การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรให้ ‘ทหารนำการเมือง’ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย พร้อมระบุว่า การพูดถึงการเจรจาเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ผู้ก่อเหตุเกิดความย่ามใจ หากไม่มีการดำเนินคดีและติดตามผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
ในด้านมาตรการเชิงนโยบาย
สุรเดชเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบายเกี่ยวกับบุคคลสองสัญชาติในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเห็นว่าควรให้บุคคลเลือกถือสัญชาติเดียว เพื่อลดช่องว่างในการหลบหนีข้ามพรมแดน นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับระดับการเปิด-ปิดด่านชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเข้าออก และใช้มาตรการดังกล่าวเป็นแรงกดดันให้เกิดความร่วมมือด้านความมั่นคง
เขาระบุว่า ไม่ได้เสนอให้ปิดด่านทันที แต่เห็นว่าหากยังเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่อง ควรลดระดับด่านถาวรเป็นด่านชั่วคราว กำหนดเวลาเปิด-ปิด และให้ทหารเข้าควบคุมอย่างเข้มงวด ก่อนจะกลับไปใช้แนวทาง ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
สำหรับกระบวนการพูดคุยสันติสุข สุรเดชมองว่า แม้ดำเนินการมาแล้วกว่า 20 ปี แต่ยังมีคำถามสำคัญว่ารัฐกำลังเจรจากับกลุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจตัวจริงหรือไม่ และเห็นว่าหลายประเทศมีแนวทางไม่เจรจากับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดการยกระดับข้อเรียกร้องหรือใช้เหตุรุนแรงเป็นเครื่องต่อรอง
นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนทำงานร่วมกันมากขึ้น ทั้งการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผู้ก่อเหตุ การบูรณาการการทำงานของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงเร่งขยายผลไปถึงผู้สนับสนุนและผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่าย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน


