สมาพันธ์ SME ไทย ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายผ่าน ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาลในงาน THAI MSME FORUM 2026 เสนอเร่งผลักดัน 5 วาระสำคัญเพื่อยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเสนอให้ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ
ประเด็นสำคัญ
สมาพันธ์ SME ไทย จัดงาน THAI MSME FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ” ระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้ประกอบการ ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วมกว่า 1,400 คน
ไฮไลต์ของงานคือการส่งมอบ “สมุดปกน้ำเงิน: ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME และเศรษฐกิจฐานราก” ให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายด้านผู้ประกอบการรายย่อย
ชง 5 วาระปฏิรูป MSME
ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ข้อเสนอในสมุดปกน้ำเงินเกิดจากการรับฟังความคิดเห็นและระดมข้อเสนอจากเครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ประกอบด้วย 5 วาระสำคัญ ได้แก่
- สร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการค้า ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
- สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ด้วยกลไกทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการ
- สร้างโอกาสผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเร่งการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
- สร้างโอกาสด้วยกติกาที่เป็นธรรม ผ่านการปรับปรุกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนของภาครัฐ ให้สะดวกโปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
- สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ด้วยการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ชงยกระดับ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ
นอกจากนี้ สมาพันธ์ SME ไทยยังเสนอให้รัฐบาลผลักดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กเป็นนโยบายต่อเนื่องในทุกมิติ โดยมองว่า MSME เป็นฐานสำคัญของการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ
“เราเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลกำหนด MSME Plus เป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่รอดเติบโต และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”ดร.ณพพงศ์ กล่าว
‘เอกนิติ’ ยัน พร้อมดัน MSME ไทยเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานรายใหญ่
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า จากการรับฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจในงาน ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ก็ได้มีข้อเสนอให้แบ่งการดูแล SME กับ MSME แยกออกจากกัน
หลังการรับฟังครั้งนั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้จัดเตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก เริ่มจากการทำระบบจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีธุรกิจเฉพาะผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้รัฐดำเนินงานได้อย่างสะดวกมากขึ้น และสามารถเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็ว
ในส่วนของการเข้าถึงแหล่งทุน กระทรวงการคลังกำลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย พัฒนาระบบ Alternative Score (Alt Score) โดยนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลดิจิทัลอื่น ๆ มาประกอบการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ แทนการพึ่งพาประวัติเครดิตเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น หากทำสำเร็จจะสามารถต่อยอดเป็น อารีย์ สกอร์ (Ari Score) ได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมออกโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยให้พี่ใหญ่ที่เป็นบริษัทมหาชน และจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ช่วยเหลือน้องเล็ก ที่เป็นบริษัท SME ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน
ที่สำคัญ รัฐยังมีระบบจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางให้หน่วยงานรัฐและเอกชนทำธุรกรรมและตรวจสอบข้อมูลร่วมกัน

