ศุภวุฒิ ประธานกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในรายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า เห็นด้วยกับแนวทางของเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการดูแลผลกระทบจากราคาน้ำมัน โดยเห็นว่าการรักษาเสถียรภาพราคาควรใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก ส่วนมาตรการช่วยเหลือประชาชนต้องเลือกให้เหมาะกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ
เขาเสนอให้ยึดหลัก 3Ts ได้แก่ ดำเนินการให้ทันท่วงที (Timely) พุ่งเป้าไปยังผู้ได้รับผลกระทบ (Targeted) และกำหนดให้เป็นมาตรการชั่วคราว (Temporary) โดยระบุว่าเกษตรกรเป็นกลุ่มที่ควรได้รับความช่วยเหลือเป็นลำดับต้น เพราะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อราคาอาหารและเงินเฟ้อในภาพรวม
ศุภวุฒิมองว่า การลดภาษีดีเซลแบบถ้วนหน้าจะทำให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ใช้น้ำมันที่ไม่ได้เดือดร้อนมากด้วย รวมถึงผู้ใช้รถยนต์ดีเซลราคาสูง จึงเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐที่อาจไม่ตรงกับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือที่สุด
สำหรับข้อกังวลด้านการคลัง ศุภวุฒิระบุว่า รัฐบาลมีภาระงบประมาณจำนวนมาก ขณะที่หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากวิกฤตโควิด-19 การกู้เงินมาชดเชยรายได้ภาษีที่หายไปจึงอาจทำให้เกิดคำถามเรื่องวินัยการคลัง อีกทั้งเมื่อปรับลดภาษีแล้ว การนำอัตรากลับขึ้นมาในภายหลังอาจทำได้ยากในทางการเมือง
“รัฐบาลมีภาระงบประมาณต้องใช้จำนวนมาก ขณะที่เงินมีอยู่จำกัด จะจัดสรรเพื่อเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าจะดูแลเรื่องราคาดีเซล ต้องเจาะจงเฉพาะกลุ่ม ต้องดูแลกลุ่มที่ถูกกระทบมากที่สุดครับ เหวี่ยงแหไปทั้งหมดจะมีผลกระทบข้างเคียงตามมา” ศุภวุฒิกล่าว


