×

หุ้นเทคฯ ทั่วโลกปรับฐานแรง! หมดรอบขาขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมชำแหละเบื้องหลังทำมราคาดิ่งหนัก

22.07.2026
  • LOADING...
ภาพโลโก้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ พร้อมข้อความ 'ชำแหละเบื้องหลัง หุ้นเทคฯ ทำไมร่วงหนัก'

ความผันผวนอย่างหนักของตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนว่านี่คือจุดจบของรอบขาขึ้นหรือเป็นเพียงการพักฐานเพื่อไปต่อ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังบอกอะไร หมดรอบขาขึ้น AI แล้วหรือไม่

 

 
 

 

ความผันผวนอย่างหนักของตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนว่านี่คือจุดจบของรอบขาขึ้นหรือเป็นเพียงการพักฐานเพื่อไปต่อ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังบอกอะไร หมดรอบขาขึ้น AI แล้วหรือไม่

 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงสถานการณ์ตั้งแต่ตลาดสหรัฐฯ จนถึงเอเชียเหนืออย่างเกาหลีใต้และจีน ว่าในวิกฤตนี้ยังมีโอกาสซ่อนอยู่ เพียงแต่ต้องเลือกลงทุนให้ถูกจุด (Selective)

 

พร้อมระบุว่าแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นลักษณะของการ ปรับฐานสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) โดยหุ้นกลุ่มที่ถูกเทขายหนักคือกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ เนื่องจากมีการกระจุกตัวสูง (Crowded Trade) มูลค่า (Valuation) เริ่มตึงตัว และนักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในทางกลับกัน เม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่กลุ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) และกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyper Scaler) เช่น Microsoft, Amazon และ Meta ที่นักลงทุนเริ่มเห็นความชัดเจนในการสร้างรายได้ (Monetization) และมี Valuation ที่ถูกลง

 

สาเหตุหลัก 5 ประการที่ทำให้หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ปรับฐานรุนแรง ได้แก่

 

  • การลดการกระจุกตัวในหุ้นที่นักลงทุนถือครองมากเกินไป
  • ความกังวลเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน AI ของกลุ่ม Hyper Scalers ว่าจะสามารถสร้างรายได้กลับมาได้จริงหรือไม่
  • นักลงทุนมีความคาดหวังต่อผลประกอบการสูงมากจนเกินไป
  • การใช้ Leverage (เงินกู้ยืม) เพื่อขยายสัดส่วนการลงทุน ทั้งจากกองทุน ETF และนักลงทุนรายย่อย ซึ่งกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดความผันผวนและทำให้ตลาดปรับตัวลงเร็วขึ้น
  • การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากฝั่งจีน เช่น การเปิดตัวโมเดล AI Kimi K3

 

SCB CIO มองว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็น ‘โอกาส’ แต่ต้องเน้นการลงทุนแบบคัดเลือก (Selective) ไม่หว่านซื้อ โดยแนะนำกลุ่มที่เป็น ‘คอขวด’ หรือมีความขาดแคลน เช่น การกระจายไปกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอย่าง พลังงานสะอาด, โรงไฟฟ้า, ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมไปถึงกลุ่มหุ้นคุณภาพที่มีกระแสเงินสดดีและกลุ่ม Hyper Scaler ที่เริ่มรับรู้รายได้แล้ว พร้อมแนะให้หลีกเลี่ยงกลุ่มซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันที่ยังมีความผันผวนสูง

 

เกาหลีใต้แค่เจ็บปวดระยะสั้นจาก Leverage ETF พื้นฐานระยะยาวยังแกร่ง

 

สำหรับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ถูกเทขายอย่างหนัก ปัจจัยหลักไม่ได้มาจากแค่เรื่องพื้นฐานธุรกิจ แต่เกิดจาก

 

  • การหมุนเวียนกลุ่มลงทุนออกจากกลุ่มฮาร์ดแวร์และผู้ผลิตชิป
  • ความกังวลเรื่องการทำกำไรจาก AI รวมถึงข่าวที่ Apple อาจพิจารณาใช้ชิปหน่วยความจำจากจีน ซึ่งสร้างความกังวลเรื่องส่วนแบ่งการตลาด
  • ปัญหาการเก็งกำไรผ่าน Single Stock Leverage ETF ที่สูงมาก ตลาดเกาหลีใต้มีสินทรัพย์กลุ่มนี้ถึง 0.7-1.7% ของ Market Cap ซึ่งใหญ่กว่าสหรัฐฯ ถึง 2 เท่า ทำให้เวลาหุ้นตกแรงเทขายจึงทวีความรุนแรงขึ้น จนทางการต้องออกมาตรการคุมเข้มการเก็งกำไร เช่น การขึ้นเงินฝากขั้นต่ำ และระงับการเปิดกองทุนใหม่
  • นักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรเพื่อลดน้ำหนักการลงทุน เนื่องจากมูลค่าหุ้นที่ปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีทำให้พอร์ตทะลุเพดานที่กำหนดไว้

 

แม้ระยะสั้นตลาดเกาหลีใต้จะยังคงผันผวน แต่สำหรับระยะกลางถึงยาวถือเป็น โอกาสในการนำเข้าพอร์ตสะสม เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดี รัฐบาลสนับสนุนโปรเจกต์เซมิคอนดักเตอร์ระยะยาวกว่า 2,000 ล้านล้านวอน ประกอบกับคาดการณ์กำไร (EPS) ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปีนี้ยังเติบโตได้ถึง 168% และกลุ่มเทคฯ โตระดับ 200% เมื่อราคาหุ้นถูกกดดันจากแรงขาย Leverage จนปรับลดลงมา Valuation จึงกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง โดยไม่แนะนำให้เข้าไปเก็งกำไรในระยะสั้น

 

หุ้นเทคฯ จีน จิ๊กซอว์กระจายความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง

 

เมื่อมองข้ามมาที่จีน คุณเกษรีประเมินว่าหุ้นเทคฯ จีนสามารถใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อ กระจายการลงทุนได้ เนื่องจากวัฏจักรนโยบายและทิศทางผลกำไรมีความแตกต่างจากชาติตะวันตกและเกาหลีใต้ โดยจีนเน้นการพึ่งพาตนเองและมุ่งเน้นโครงการ AI Plus เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ อีกทั้งความเกี่ยวโยง (Correlation) กับตลาดสหรัฐฯ ยังต่ำ และมีการกระจุกตัวของนักลงทุนต่างชาติน้อยกว่า

 

แม้จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ แต่ต้องระวังความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยเฉพาะตัวในจีน โดยแนะนำให้เลือกลงทุนใน Hard Tech คุณภาพสูงที่ได้ประโยชน์จากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่วนกลุ่ม Soft Tech ที่ถูกเทขายจน Valuation ถูกลงมามาก แนะนำให้ใช้วิธีค่อยๆ “ทยอยสะสม” เมื่อเริ่มเห็นการฟื้นตัวของกำไรและโครงสร้างรายได้ที่ชัดเจนขึ้น

 

SCB CIO ย้ำชัดเจนว่าเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว มากกว่าจะเป็นความเสี่ยง หัวใจสำคัญคือการปรับกลยุทธ์มาเป็นแบบ Selective เลือกบริษัทที่เริ่มสร้างรายได้จาก AI ได้จริง กระจายความเสี่ยงสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้นในตลาดที่มีความเปราะบางจาก Leverage สูง

 

ภาพ: Shutterstock AI

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories