อนุกรรมาธิการฯ รับฟังเสียงสะท้อนจากตัวแทนอดีตผู้ต้องขัง เช่น เสก โลโซ, แอล โอรส, เอิร์น วัดใหญ่, หรั่ง พระนคร เพื่อปฏิรูปเป็น 4 แนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิต การเข้าถึงบริการสาธารณสุขในเรือนจำ ตลอดจนการกลับคืนสู่สังคม
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต การเข้า ถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ
ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ที่ดำเนินมาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งมุ่งเน้นการรับฟังข้อมูลจากอดีตผู้ต้องขัง ตัวแทนภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสะท้อนสถานการณ์ภายในเรือนจำและการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์
การประชุมดังกล่าวได้เปิดรับฟังเสียงสะท้อนจากตัวแทนอดีตผู้ต้องขังที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ศรายุทธ ศรีกำเนิด หรือ ‘แอล โอรส’, เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ ‘เสก โลโซ’, นพนันท์ ทองเหลือ หรือ ‘เอิร์น วัดใหญ่’ และ อัครินทร์ ปูรี หรือ ‘หรั่งพระนคร’
โดยข้อมูลที่ได้มีทิศทางสอดคล้องกันในเรื่องข้อจำกัดด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งพบว่าการรักษาโรคส่วนใหญ่มักจ่ายเพียงยาพาราเซตามอล รวมถึงข้อจำกัดด้านการฝึกอาชีพที่หลักสูตรมีความล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานปัจจุบัน
อดีตผู้ต้องขังเสนอให้มีการปรับปรุงการฝึกอาชีพให้มีความทันสมัย เพื่อเพิ่มโอกาสการได้รับการยอมรับเมื่อพ้นโทษ และเน้นการสอนโปรแกรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง
นอกจากนี้ ตัวแทนอดีตผู้ต้องขังหญิงได้สะท้อนปัญหาการขาดแคลนผ้าอนามัยในช่วงที่มีประจำเดือน โดยเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเพิ่มโควตาให้เพียงพอต่อความต้องการ
รัดเกล้าเปิดเผยเป้าหมายสูงสุดของคณะอนุกรรมาธิการฯ ในการกำหนดกรอบการดำเนินงาน 4 มิติเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
- มิติด้านความยุติธรรม มุ่งยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐานในการคุมขัง การเข้าถึงทนายความ และความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นส่วนตัว ปลอดภัย และเป็นไปตามหลักสากล เช่น ข้อกำหนดกรุงเทพและข้อกำหนดแมนเดลา
- มิติด้านคุณภาพชีวิต เน้นการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ สุขอนามัย ที่นอน และส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ด้านการศึกษาทุกระดับ เพื่อพัฒนาความคิดและเตรียมความพร้อมคืนสู่สังคม
- มิติด้านการเข้าถึงบริการสาธารณสุข มุ่งพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพจิตให้ผู้ต้องขังเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานภายนอกเรือนจำ
- มิติด้านการกลับคืนสู่สังคม ส่งเสริมกลไกความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพที่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และสร้างความมั่นคงในการเริ่มต้นชีวิตใหม่
จากการรับฟังข้อมูล คณะอนุกรรมาธิการฯ พบอุปสรรคเชิงโครงสร้างหลายประการที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ การขาดแคลนงบประมาณและอัตราส่วนของเจ้าหน้าที่และแพทย์ที่ไม่สมดุลกับจำนวนผู้ต้องขัง ส่งผลให้การดูแลไม่ทั่วถึง ปัญหาความแออัดของเรือนจำซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขอนามัย และการควบคุมคัดกรองโรค ตลอดจนปัญหาช่องว่างระหว่างหลักสูตรฝึกอาชีพกับตลาดงานจริง รวมถึงทัศนคติเชิงลบของสังคมและข้อจำกัดทางกฎหมาย เรื่องการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ซึ่งยังคงเป็นกำแพงขัดขวางอดีตผู้ต้องขังในการเข้าถึงการจ้างงานในภาคเอกชน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องขังในความรับผิดชอบกว่า 212,000 คน และมีผู้พ้นโทษกลับคืนสู่สังคมราว 206,000 คนต่อปี ซึ่งเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่สำหรับผู้เคยก้าวพลาด
การดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการฯ ถือเป็นโอกาสและความท้าทายในการผลักดันกระบวนการ 3 Re ได้แก่ Rehabilitation หรือการฟื้นฟูเยียวยา Renew หรือการเป็นคนใหม่ และ Restart หรือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพื่อให้ผู้พ้นโทษสามารถกลับมาดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญของสังคมไทยต่อไป


