ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม ในช่วงการพิจารณามาตรา 21 งบประมาณของกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายค้านได้ข้อสังเกตถึงการแทรกแซงทางการเมืองในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่อาจส่งผลกระทบต่อคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก่อนหมดอายุความ
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณของกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์ที่ต้องดูแลผู้ต้องขังกว่า 300,000 คน รวมถึงการตั้งคำถามถึงเหตุผลการตัดงบประมาณกล้องวงจรปิด ซึ่งมีความสำคัญในการตรวจสอบความเป็นอยู่และเป็นหลักฐานกรณีผู้ต้องขังป่วยหรือเสียชีวิต ดังเช่นกรณีของ เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ ‘บุ้ง’ อดีตนักกิจกรรมทางการเมือง
เสนอตัดงบโครงการไม่จำเป็น 17.35 ล้าน ของกรมคุมประพฤติ
ศศินันท์ได้มุ่งประเด็นไปที่กรมคุมประพฤติ ซึ่งมีหน้าที่ฟื้นฟูผู้กระทำผิดไม่ให้กระทำผิดซ้ำ โดยเสนอให้ตัดลดงบประมาณใน 5 โครงการที่ไม่จำเป็น รวมเป็นเงิน 17.35 ล้านบาท ประกอบด้วย
- โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 219 หรือประมาณ 15 ล้านบาทภายในปีเดียว โดยไม่มีการชี้แจงความจำเป็นเร่งด่วน
- โครงการประชุมอาสาสมัครคุมประพฤติ ซึ่งมีค่าเดินทางสูงกว่า 600,000 บาท โดยเสนอให้ปรับลดลงร้อยละ 50 เนื่องจากสามารถใช้การประชุมออนไลน์ทดแทนได้
- งบชดเชยรถประจำตำแหน่ง 4 ราย รวมถึงตำแหน่งอธิบดี วงเงิน 1.296 ล้านบาท โดยเสนอให้ปรับลดลงร้อยละ 50 และหันมาใช้รถส่วนกลาง
- โครงการอบรมสัมมนา เสนอปรับลดร้อยละ 20 เนื่องจากควรมีตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจนว่าการอบรมสามารถลดอัตราการกระทำผิดซ้ำได้หรือไม่
- โครงการทูบีนัมเบอร์วัน เสนอปรับลดงบประมาณลงกึ่งหนึ่ง หรือ 202,450 บาท
ในช่วงท้ายของการอภิปราย
ศศินันท์ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะอธิบดีกรมคุมประพฤติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. พร้อมยกป้ายตัวเลข ‘229’ โดยระบุว่าเป็นตัวเลขสำคัญ และคดีดังกล่าวเหลือเวลาอีกเพียง 3-4 วันก่อนหมดอายุความ จึงเรียกร้องให้จับตาการใช้อำนาจรัฐที่อาจก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย
แย้งข้อกล่าวหา DSI ทำงานอิงการเมือง
ด้าน ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายตอบโต้ในประเด็นการทำงานของ DSI โดยเห็นด้วยว่า DSI ควรมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน
อย่างไรก็ตาม ศุภชัยได้โต้แย้งข้อสังเกตของฝ่ายค้านเรื่องการเมืองแทรกแซง DSI โดยระบุว่า คดีฮั้ว สว. นั้นเริ่มต้นสืบสวนและถูกพยายามดึงให้เป็นคดีพิเศษตั้งแต่ในยุครัฐบาลก่อนหน้า ไม่ใช่ในรัฐบาลชุดที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งอัยการเองก็ไม่เห็นด้วยกับการตั้งข้อกล่าวหาบางข้อ และมองว่าไม่ใช่คดีอาชญากรรมระดับชาติที่อยู่ในอำนาจของ DSI
ศุภชัยยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของคณะพนักงานสอบสวนที่ 26 และ 36 ในคดีฮั้ว สว. ว่าสำนวนการสอบสวนอาจถูกบิดเบือนจากการแทรกแซงของอำนาจทางการเมืองในขณะนั้น จนนำมาสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของสังคม พร้อมยืนยันว่าต่อให้พนักงานสอบสวนถูกโยกย้ายไปที่ใด ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องไปเป็นพยานศาลตามกระบวนการยุติธรรม
โวยโยกย้ายเจ้าหน้าที่ในคดีฮั้ว สว. คือการแทรกแซงแท้จริง
ทำให้ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ใช้สิทธิอภิปรายโต้แย้งศุภชัย โดยกล่าวอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีฮั้ว สว. จนศุภชัยลุกขึ้นประท้วงว่า พ.ต.อ.ทวีซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่มีสิทธิชี้แจง เนื่องจากไม่ถูกพาดพิง
พ.ต.อ.ทวีจึงอภิปรายต่อโดยระบุว่า เห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณและต้องการให้ DSI มีอำนาจสอบสวนต่อไป พร้อมสวนกลับประเด็นการแทรกแซงว่า การแทรกแซงที่แท้จริงคือการสั่งย้ายบุคคลที่ทำคดีฮั้ว สว. ออกจากหน่วยงานในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และต้องมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำการแทรกแซง
ภายหลังการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติในมาตรา 21 กระทรวงยุติธรรม ผลปรากฏว่าเสียงข้างมาก 279 เสียง เห็นชอบกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขณะที่มีผู้ไม่เห็นชอบ 139 เสียง งดออกเสียง 55 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง


