ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ในวันนี้ (8 กันยายน) ถึงการพิจารณามาตรา 16 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายท้วงติงโครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ยังไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีชาวไทย และข้อเสนอแนะในการบูรณาการบัญชีบริการดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ
ภาวุธอภิปรายมุ่งเน้นไปที่งบประมาณของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ซึ่งขอรับการจัดสรรวงเงิน 64.7 ล้านบาท และมีการปรับลดลงเหลือ 62 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับโครงการส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) นำเทคโนโลยีมาใช้
โครงการนี้เปิดให้ผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนคนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 และผ่านมาตรฐานที่กำหนด สามารถขึ้นทะเบียนในบัญชีบริการดิจิทัล เพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการเสนอขายเทคโนโลยีให้แก่ภาครัฐในฐานะลูกค้ารายแรก รวมถึงสิทธิในการเสนอขายให้ภาคเอกชนซึ่งสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ถึงร้อยละ 200
ภาวุธเปิดเผยข้อมูลปัจจุบันว่า มีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนในโครงการนี้จำนวน 162 ราย และมีสินค้าหรือบริการประมาณ 957 รายการ แต่ในทางปฏิบัติพบว่ามีผู้ประกอบการเพียงส่วนน้อยที่สามารถขายบริการให้แก่หน่วยงานภาครัฐได้จริง โครงการดังกล่าวจึงยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในการผลักดันเทคโนโลยีของคนไทยเข้าสู่โครงการของรัฐ ขณะที่จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าสู่ระบบยังมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 1 ของตลาดรวมทั้งหมด
สำหรับข้อเสนอการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงกระบวนการนำผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ ภาวุธได้เสนอแนวทางดำเนินการ 3 ประการ
- การดำเนินนโยบาย ‘Buy Thai First’ เพื่อทวงคืนตลาดภาครัฐ โดยกระทรวง DE ต้องเป็นหน่วยงานนำในการเจรจากับกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันให้เกิดการจัดซื้อเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการไทยเป็นอันดับแรก
- การบูรณาการระบบบัญชีของรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาความซ้ำซ้อน โดยเสนอให้รวมบัญชีนวัตกรรม บัญชีเอสเอ็มอี และบัญชีบริการดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานราชการสามารถใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพในจุดเดียว
- การปรับเปลี่ยนวิธีวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการ โดยควรประเมินจากยอดขายจริงและจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น มากกว่าการวัดผลจากการจัดงานหรือจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพียงอย่างเดียว
ภาวุธกล่าวว่า กระทรวง DE ควรทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในการปกป้องงบประมาณของประเทศและพัฒนาชาติด้วยเทคโนโลยี แม้ในขั้นตอนการพิจารณาตนจะไม่สามารถปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ได้ตามกลไก แต่หากสามารถทำได้ ตนมีความประสงค์จะขอปรับลดงบประมาณเพียง 1 บาท เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลและระบบราชการตระหนักถึงความสำคัญของโครงการนี้
ในช่วงท้าย ภาวุธได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่ยังคงทำงานแยกส่วนและเกิดความซ้ำซ้อน โดยเสนอแนะให้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นผู้กำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประเทศต่อไป


