วันนี้ (18 กรกฎาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยอ้างอิงรายงานล่าสุดจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ซึ่งเป็นสื่อด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก รายงานดังกล่าวได้ระบุถึงความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ว่าเป็นตลาดทุนที่สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในปีนี้ พร้อมทั้งมีกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน
จากสถิติในรายงานระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 27 นับตั้งแต่ต้นปี ทำผลงานโดดเด่นเหนือตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคอาเซียน ขณะเดียวกัน กลุ่มนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแล้วเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 67,000 ล้านบาท) ควบคู่ไปกับเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรไทยอีกราว 1,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 42,000 ล้านบาท) รวมมูลค่าความต้องการลงทุนจากต่างประเทศพุ่งสูงกว่า 109,000 ล้านบาท
รัชดา ชี้แจงว่า ตัวเลขและปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสะท้อนโดยตรงจากเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีทิศทางชัดเจน ตลอดจนความพยายามในการออกมาตรการประคับประคองโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความผันผวนสูง ทั้งจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาพลังงาน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ
นอกจากมิติทางการเมืองที่นิ่งขึ้นแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนมูลค่าของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุน ยังประกอบด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถกำกับดูแลและรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นแรงประคองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ในฐานะประเทศที่กำลังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก ผ่านการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Data Center, Data Hosting โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และธุรกิจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตที่จะเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลประเมินว่าการฟื้นตัวและการเติบโตของตลาดทุนในขณะนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยโจทย์สำคัญและความท้าทายในระยะต่อไป คือการผลักดันเม็ดเงินแห่งความเชื่อมั่นเหล่านี้ ให้แปรสภาพไปสู่การลงทุนในภาคการผลิตจริง (Real Sector) ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างผลกำไรให้แก่บริษัทสัญชาติไทย เพื่อผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตเฉลี่ยระดับต่ำที่เผชิญมาอย่างยาวนาน
ทั้งนี้ รัฐบาลจะยังคงเดินหน้ารักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศการลงทุนที่ดี ผ่านกรอบนโยบายที่ชัดเจน การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ การสนับสนุนภาคการส่งออก ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป


