วันนี้ (17 กรกฎาคม) ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวประจำสัปดาห์อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่งต่อจาก นิกรเดช พลางกูร อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ โดยกล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
ประเด็นสำคัญ
-
• การเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตาม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นไปตามคำเชิญของ หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน โดยมีกำหนดการเยือนตั้งแต่วันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้
การเยือนครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์ ‘หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์’ อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้น และสร้างประโยชน์สำหรับประชาชนของทั้ง 2 ฝ่าย โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจและในสาขาใหม่ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความร่วมมือในด้านความมั่นคง
คณะจะเดินทางเยือนเมืองสำคัญของจีน 3 แห่ง ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครเฉิงตู โดยในช่วงเช้าวันที่ 17 กรกฎาคม สีหศักดิ์ ได้ติดตามนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม World Artificial Intelligence Conference 2026 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘พันธมิตรอัจฉริยะ ร่วมสร้างอนาคต’ (AI Partnership for a Brighter Future)
นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการที่จะเข้าเยี่ยมคารวะสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าร่วมการประชุมทวิภาคีกับหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และพบหารือกับทจ้าวเล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่างๆ ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อการเยือนเสร็จสิ้น กระทรวงการต่างประเทศจะนำผลการเยือนมาแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมให้ทราบต่อไป
-
• การเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59
ในช่วงสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 20-25 กรกฎาคมนี้ รองนายกรัฐมนตรีมีกำหนดที่จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง (AMM-PMC) ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) และการประชุมอัครภาคีแห่งสนธิสัญญา TAC โดยคาดว่า จะมีรัฐมนตรีต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงจาก 69 ประเทศและองค์กรต่างๆ เข้าร่วม
อธิบดีกรมสารนิเทศยังกล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมทั้งหมด 17 รายการ เพื่อหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและประเทศผู้เจรจาของอาเซียนเกี่ยวกับการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในอาเซียน ส่งเสริมความร่วมมือ และรับมือกับประเด็นความท้าทายทั้งภายในและนอกภูมิภาค โดยสีหศักดิ์จะทำหน้าที่ ‘ประธานร่วม’ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-เกาหลีใต้ ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์วาระปี 2024-2027 และจะเป็นผู้ดำเนินการประชุมอัครภาคีแห่งสนธิสัญญา TAC ภายใต้หัวข้อ ‘Advancing Cooperation in Addressing Emerging Threats and Challenges’ ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของชิลี
ในการประชุม AMM-PMC ครั้งนี้ สีหศักดิ์จะสานต่อการผลักดันแนวทาง ‘เสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียน’ (ASEAN Centrality) ผ่านหลักการ ‘3R’ ได้แก่ Regionalism, Resilience และ Relevance ตามที่นายกรัฐมนตรีเคยนำเสนอในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู และจะขับเคลื่อนความร่วมมือที่ไทยให้ความสำคัญ เช่น การบริหารจัดการปัญหา Online Scam การส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมา โดยเน้นการเพิ่มปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือแนวทาง ‘Calibrated Re-engagement’ เพื่อผลักดันการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม
-
• พัฒนาการสถานการณ์ไทย-กัมพูชา
อธิบดีกรมสารนิเทศระบุถึง ความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้แต่งตั้งผู้ประนอมฝ่ายละ 2 คนไปแล้ว ขณะนี้ผู้ประนอมทั้ง 4 ท่าน ‘อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้ประนอมคนที่ 5’ เพื่อทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประนอม
ล่าสุด ทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทยได้ ‘เห็นชอบ’ ที่จะขยายระยะเวลาการคัดเลือกประธาน จากเดิมภายในวันที่ 19 กรกฎาคม เป็นภายในวันที่ 14 สิงหาคม ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของผู้ประนอมทั้ง 4 ท่าน เพื่อให้มีเวลาสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมากที่สุด โดยผู้ที่จะทำหน้าที่ประธานควรมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ มีประสบการณ์ทางการทูต มีความเป็นกลาง และเข้าใจบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ การเลือกผู้ประนอมคนที่ 5 ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ประนอมทั้ง 4 ท่านที่ได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว เมื่อได้ประธานแล้วก็จะมีการประชุม เพื่อหารือกรอบการดำเนินงานและกำหนดระเบียบปฏิบัติต่อไป
กระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้เป็นการหารือภายใต้ ‘กลไกทวิภาคี’ ที่มีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางเข้ามาช่วยเสนอแนะทางออก ข้อเสนอแนะจากกระบวนการนี้ ‘ไม่มีผลบังคับ’ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทั้งสองฝ่ายว่าจะบรรลุข้อตกลงหรือไม่ กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างเต็มที่ด้วยความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใส บนพื้นฐานของกฎหมายไทย หลักสากล และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และผลประโยชน์แห่งชาติ หากมีพัฒนาการที่สำคัญเพิ่มเติม จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะอย่างใกล้ชิดต่อไป
ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ / Facebook Live
อ้างอิง:
- กระทรวงการต่างประเทศ


