ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการแอปพลิเคชัน AI Pass (ชื่อเดิม TH-AI Passport) และพบว่ามีการปรับโมเดลธุรกิจในทิศทางที่เหมาะสมมากขึ้น หลังจากที่เคยตั้งข้อสังเกตและอภิปรายในรัฐสภาเกี่ยวกับที่มาและงบประมาณของโครงการนี้
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมทดลองใช้งานแอปพลิเคชัน AI Pass (ชื่อเดิม TH-AI Passport) ที่ร้าน Open Craft ร่วมกับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการเมื่อวานนี้ (16 กรกฎาคม) โดยระบุว่า หลังจากที่ผ่านมาได้ตั้งข้อสังเกตและอภิปรายในรัฐสภาเกี่ยวกับที่มาและงบประมาณของโครงการ ล่าสุดพบว่ามีการปรับโมเดลธุรกิจในทิศทางที่เหมาะสมมากขึ้น
ภาวุธระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเปลี่ยนจากแนวคิดใช้งบประมาณแบบเหมาจ่ายวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท มาเป็นระบบ Pay-per-Active User หรือจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง ในอัตราประมาณ 25 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งเป็นหลักการ ‘ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น’ หากมีผู้ใช้งานต่ำกว่าที่คาด งบประมาณส่วนที่เหลือจะต้องส่งคืนคลัง ช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งบประมาณแผ่นดินโดยไม่จำเป็น
สำหรับการทดลองใช้งาน AI Pass ภาวุธประเมินว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมโมเดลปัญญาประดิษฐ์จากหลายค่ายไว้ในระบบเดียว ทั้งการสร้างข้อความ สร้างภาพ วิดีโอ เพลง และการวิเคราะห์ข้อมูล
เขามองว่า สำหรับผู้ใช้งาน AI ระดับสูงหรือสายเทคโนโลยี แพลตฟอร์มอาจยังไม่ตอบโจทย์เท่ากับบริการของผู้ให้บริการรายใหญ่ที่มีอยู่ในตลาด แต่สำหรับผู้เริ่มต้นถือว่าเหมาะสม เนื่องจากมีระบบ Learn to Earn ที่กำหนดให้ผู้ใช้เรียนรู้และทำภารกิจเพื่อรับเครดิตสำหรับใช้งาน AI ซึ่งช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และขยายโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยี
ภาวุธยังเสนอว่า โครงการควรเพิ่มสัดส่วนโมเดล AI ที่พัฒนาโดยคนไทย พร้อมสนับสนุนการติดตั้งระบบภายในประเทศและเปิดให้ใช้งานฟรีในวงกว้าง เพื่อสร้างระบบนิเวศด้าน AI ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภาวุธเสนอให้รัฐบาลมอง AI Pass เป็น โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure) ของประเทศ โดยเชื่อมโยงการใช้งานกับหลายภาคส่วน ได้แก่
- กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ AI ในสถานศึกษา
- กลุ่มผู้ประกอบการ SME ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาหลักสูตร AI สำหรับธุรกิจ
- กลุ่มข้าราชการ ผ่านสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อพัฒนาหลักสูตรการใช้ AI ในงานราชการ โดยเฉพาะงานบริการประชาชนและการจัดการเอกสาร
ภาวุธระบุด้วยว่า สิ่งสำคัญที่ควรดำเนินการควบคู่กันคือการสร้างกลไกตรวจสอบความโปร่งใสด้านเทคนิค เนื่องจากคณะกรรมการตรวจรับของภาครัฐอาจไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมระบบไอทีเชิงลึก จึงเสนอให้เปิดโอกาสให้ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย หรือผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบร่วม (Co-auditor) เพื่อตรวจสอบการใช้งานจริงของระบบ ทั้งปริมาณ Token ที่ใช้ สเปกของโมเดล AI และมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน
ภาวุธกล่าวว่า เมื่อโครงการได้รับการอนุมัติและเดินหน้าต่อแล้ว สิ่งสำคัญคือการทำให้เงินภาษีที่ลงทุนไปเกิดประโยชน์สูงสุด โดยต้องวัดผลจากการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงการเปิดให้ลงทะเบียนหรือจัดกิจกรรมส่งเสริม พร้อมย้ำว่า บทบาทของฝ่ายค้านคือการตรวจสอบและเสนอแนวทางปรับปรุง เพื่อให้โครงการภาครัฐมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด
พร้อมระบุว่า นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ควรเป็น คือรัฐบาลริเริ่มโครงการ ฝ่ายค้านตรวจสอบและเสนอแนะ ก่อนนำข้อสังเกตไปปรับปรุงร่วมกัน โดยท้ายที่สุดต้องยึดประโยชน์ของประชาชนและความคุ้มค่าของการใช้เงินภาษีเป็นสำคัญ


