×

รังสิมันต์ จี้ กกต. ตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ตรงไปตรงมา เตรียมเอาผิดหากพบละเว้นหน้าที่ หวั่นเกิด ‘กกต. สีน้ำเงิน’

โดย THE STANDARD TEAM
19.09.2026
  • LOADING...
ภาพ รังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน

วันนี้ (19 กันยายน) รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เรียกร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อย่างตรงไปตรงมา หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีพยานหลักฐานที่พรรคมองว่ามีความชัดเจน พร้อมระบุว่าพรรคประชาชนเตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากพบว่ามีการกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมาย และตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กกต. ว่ากำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองจนกลายเป็น ‘กกต. สีน้ำเงิน’ หรือไม่

 

รังสิมันต์ระบุว่า คดีฮั้วเลือก สว. เป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายตรวจสอบในสภาจำเป็นต้องหยิบยกขึ้นมา เนื่องจากมีพยานหลักฐาน ทั้งเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารที่ DSI รวบรวมไว้ สิ่งที่พรรคประชาชนคาดหวังคือการเห็น กกต. มีความกระตือรือร้นในการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพยานหลักฐานชัดเจน แต่จากมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้พรรคต้องพิจารณาดำเนินคดีกับบุคคลที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

 

รังสิมันต์กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลหลังจากกระบวนการตรวจสอบ สว. สายสีน้ำเงินในชั้น กกต. สิ้นสุดลง คือการเกิดขึ้นของ ‘กกต. สีน้ำเงิน’ ซึ่งในมุมมองของตนหมายถึงการทำหน้าที่ที่ไม่ตรงไปตรงมา และอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย จนนำไปสู่ความเสียหายต่อประชาชน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการแก้แค้นทางการเมืองหรือไม่ รังสิมันต์ปฏิเสธ พร้อมระบุว่า พรรคประชาชนไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว แต่มีความพยายามเชื่อมโยงสีของพรรคเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

 

รังสิมันต์ยังตั้งคำถามถึงเจตนาของ กกต. ว่าการดำเนินการในปัจจุบันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นความพยายามนำข้อมูลที่ไม่มีข้อเท็จจริงมาเชื่อมโยงเพื่อโจมตีพรรคการเมืองบางพรรค ขณะที่คดีของ สว. สีน้ำเงิน ซึ่งรังสิมันต์ระบุว่ามีพยานหลักฐานทั้งเส้นทางการเงินและข้อมูลโทรศัพท์ กลับไม่เห็นความกระตือรือร้นในการตรวจสอบจาก กกต.

 

กรณีที่อาจมีการยุติเรื่องเนื่องจากพยานกลับคำให้การ รังสิมันต์อธิบายว่า คดีนี้มีพยานหลักฐานมากกว่าเพียงคำให้การของบุคคล เนื่องจากลักษณะการกระทำที่เขากล่าวอ้างว่าเป็นขบวนการ มีการจัดตั้งกลุ่ม จ่ายเงิน และลุกลามไปถึงการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง

 

รังสิมันต์กล่าวต่อว่า การดำเนินการในลักษณะเครือข่ายทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมีความเชื่อมโยงกัน ดังนั้น พยานหลักฐานที่มีอยู่จึงมีจำนวนมาก ขณะที่กรณีประธาน กกต. เคยกล่าวว่าไม่เชื่อคำให้การของพยานตั้งแต่ต้นนั้น รังสิมันต์มองว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เพราะเมื่อพิจารณาจากผลลัพธ์ในท้ายที่สุด คำให้การของพยานสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทุกประการ

 

รังสิมันต์ย้ำว่า การทำหน้าที่ของฝ่ายตรวจสอบไม่ได้มุ่งว่าผู้เกี่ยวข้องจะอยู่สีการเมืองใด แต่ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่พิจารณาว่ากลุ่มการเมืองใดเป็นผู้แต่งตั้งหรือกลุ่มใดเป็นศัตรูทางการเมือง เพราะหาก กกต. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะดังกล่าว จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระในที่สุด

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising