นับถอยหลังสู่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จะปรากฏความชัดเจนว่า นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งหรือไม่ โดยการชี้ขาดของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ภายหลังประเด็นนี้ถูกจับจ้องจากหลายองค์กรภาคประชาสังคม ที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีความจงใจประวิงเวลาหรือไม่
ประเด็นสำคัญ
การประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 17 กรกฎาคม มีกำหนดการประกาศคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
• จุดเริ่มต้นข้อกล่าวหา ทำไมประธาน กสทช. เสี่ยงขาดคุณสมบัติ
ประเด็นการขาดคุณสมบัติของประธาน กสทช. เริ่มต้นจากการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม (กมธ. ICT) วุฒิสภา ซึ่งพบว่า นพ.สรณ ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานของหน่วยงานรัฐระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565
สภาองค์กรของผู้บริโภคยังระบุเพิ่มเติมว่า มีหลักฐานการปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานรายชั่วโมงในปี 2565 ส่งผลให้ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายมาตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565
ขณะที่ เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 โดยระบุว่า นพ.สรณ กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 8 และ 18 ด้วยการ ‘ไม่ลาออก’ จากตำแหน่งในหน่วยงานรัฐภายใน 15 วัน นับจากวันที่วุฒิสภามีมติเลือกเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564
เอกสารหลักฐานที่นำเข้าชี้แจงประกอบด้วย
- หลักฐานทางการเงินระบุว่า ยังคงมีการรับเงินเดือนและค่าตอบแทนพิเศษจากมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลรามาธิบดีภายหลังการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
- พบว่ามีการตอบรับเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมีหลักฐานเอกสารการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากกรมสรรพากรที่ ครป. นำไปยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงรายได้จากวิชาชีพเวชกรรมภายหลังดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
- ตารางนัดหมายแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชน 2 แห่ง ซึ่งขัดต่อกฎหมายที่ห้ามกรรมการ กสทช. ประกอบวิชาชีพอื่นและต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา
นำมาสู่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่า นพ. สรณ อาจตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธาน กสทช. ในวันพรุ่งนี้ (17 กรกฎาคม) หรือไม่ ก่อนที่คณะกรรมการสรรหาฯ จะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่า
• 5 องค์ประกอบใหม่กรรมการสรรหาฯ ใครมีอำนาจชี้ขาดบ้าง
มติชี้ขาดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จะมาจากคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งปัจจุบันเหลือผู้ปฏิบัติหน้าที่จำนวน 5 ท่าน จากเดิม 7 ท่าน เนื่องจาก สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 70 ปี ในวันที่ 14 ตุลาคม 2568 และ ณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่งตามวาระและเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2565
การลดลงของจำนวนกรรมการทำให้มติของกรรมการที่เหลืออยู่มีน้ำหนักชี้ขาดสูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 มีการแถลงความคืบหน้าเพียงสั้นๆ ว่ายังไม่ได้ข้อสรุป แต่คาดว่าจะชี้ขาดได้ภายใน 30 วัน
สำหรับองค์ประกอบกรรมการสรรหาฯ ทั้ง 5 ท่าน ประกอบด้วย
- เกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาศาลฎีกา ทำหน้าที่ประธานกรรมการสรรหา
- วิษณุ วรัญญู ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ทำหน้าที่เลขานุการและโฆษกกรรมการสรรหา อดีตนักกฎหมายมหาชนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเคยถูกวุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดด้วยคะแนน 158 ต่อ 45 เสียง เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567
- นภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตนักการทูตที่เคยร่วมวินิจฉัยคดีการเมืองสำคัญ เช่น คดีวาระ 8 ปีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา คดีของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ คดีของ เศรษฐา ทวีสิน และคดีของ แพทองธาร ชินวัตร
- ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีรายงานว่าไม่ได้เข้าร่วมการประชุมพิจารณาคุณสมบัติประธาน กสทช. หลายครั้ง เนื่องจากมีข้อกังขาเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ ในเรื่องดังกล่าว
และ 5. วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกรรมการสรรหาฯ โดยตำแหน่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นเพียงบุคคลเดียวในคณะกรรมการที่มาจากสายงานธนาคารและบริหารองค์กร โดยไม่มีประวัติการวินิจฉัยคดีในลักษณะกึ่งตุลาการ
• ข้อกล่าวหาผลประโยชน์ทับซ้อน โยงถึงนายกรัฐมนตรี
เลขาธิการ ครป. ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของนายกรัฐมนตรีที่ไม่นำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อปลดประธาน กสทช. ออกจากตำแหน่งตามกฎหมาย ทั้งที่รายงานของ กมธ.ไอซีที วุฒิสภา มีผลสมบูรณ์แล้วตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ 77
ครป. ได้ส่งหนังสือเรียกร้องให้ แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 และส่งหนังสือถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 และวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
ความล่าช้าดังกล่าวนำมาสู่ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก ศ.คลินิก นพ.สรณ เคยเป็นแพทย์ประจำครอบครัวที่ดูแลบุพการีของนักการเมืองที่มีตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลปัจจุบัน และปฏิบัติหน้าที่แพทย์เวรในโรงพยาบาลที่มีผู้เกี่ยวข้องกับครอบครัวของนักการเมือง
ครป. จึงได้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมระบุว่า นพ.สรณ มีความเหมาะสมที่จะประกอบวิชาชีพอายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจมากกว่าการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งหนังสือขอเอกสารจาก ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. เพื่อตรวจสอบกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
• ปมประธาน กสทช. ส่งผลต่อผู้บริโภคอย่างไร
สภาองค์กรของผู้บริโภคประเมินผลการดำเนินงานตลอด 5 ปีของประธาน กสทช. ซึ่งเข้ามาในสัดส่วนการคุ้มครองผู้บริโภค ว่าเป็นการทำหน้าที่ที่เปิดทางให้อำนาจทุนใหญ่ครอบงำกิจการ กรณีที่ชัดเจนคือการลงมติให้เกิดการรวมธุรกิจของค่ายโทรศัพท์มือถือในปี 2565 และการควบรวมกิจการอินเทอร์เน็ตบ้านในปีถัดมา โดยไม่มีการประกาศผู้มีอำนาจเหนือตลาด (SMP)
ผลที่ตามมาคือค่าบริการโทรคมนาคมปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัวและคุณภาพบริการลดลง สวนทางกับเงื่อนไขหลังการควบรวมที่ระบุว่าจะต้องลดราคาลงร้อยละ 12 นอกจากปัญหาราคาค่าบริการ
สภาองค์กรของผู้บริโภคยังระบุถึงความล้มเหลวในการจัดการภัยคุกคามทางดิจิทัล ทั้งการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การแนบลิงก์หลอกลวงผ่านข้อความสั้น และความหละหลวมในการลงทะเบียนซิมการ์ดที่ทำให้มิจฉาชีพสวมรอยใช้ข้อมูลประชาชน รวมถึงปัญหาสายสื่อสารที่ไม่ได้รับการแก้ไข
สภาองค์กรของผู้บริโภคคาดหวังว่าคณะกรรมการสรรหาฯ จะพิจารณาให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาคุ้มครองผู้บริโภค


