วานนี้ (15 กรกฎาคม) ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. พร้อมด้วย วิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. ในฐานะโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 7/2569 ซึ่งมี เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เป็นกรรมการและเลขานุการ
โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในหลายคดีสำคัญ ทั้งการฉ้อโกงประชาชน การพนันออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ สรุปผลการดำเนินงานที่น่าสนใจได้เป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
- มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราว (30 รายคดี มูลค่ารวม 1,086 ล้านบาท)
คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวน 30 รายคดี รวมทรัพย์สิน 1,705 รายการ พร้อมดอกผล มูลค่ารวมประมาณ 1,086 ล้านบาท โดยมีคดีสำคัญดังนี้:
- คดีเครือข่ายนอมินีทุนจีน บริษัท แม็กซิมเทรดเดอร์ จำกัด (โดยนีโอฮับ กับพวก): พฤติการณ์ฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ชักชวนจัดสัมมนาอ้างผลตอบแทนสูง พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีน มีการใช้บุคคลและนิติบุคคลไทยเป็นนอมินีถือครองทรัพย์สินแทน คณะกรรมการฯ มีคำสั่ง (ย. 124/2569) ให้ยึดทรัพย์สิน เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุด รวม 1,135 รายการ มูลค่าประมาณ 971 ล้านบาท
- คดีแก๊งต้มตุ๋นหลอกโอนเงิน (บัญชีบุลากร กับพวก): คณะกรรมการฯ มีคำสั่ง (ย. 123/2569) ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินประเภทที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด และเงินในบัญชีธนาคาร รวม 6 รายการ มูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท
- คดีพนันออนไลน์เครือข่ายใหญ่ (ชนนพัฒฐ์ กับพวก): คดีนี้เดิมมีการยึดอายัดทรัพย์สินไว้แล้ว 2 ครั้ง มูลค่า 170 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ล่าสุดตรวจสอบพบทรัพย์สินเพิ่มเติม คณะกรรมการฯ จึงมีคำสั่ง (ย. 151/2569) ยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 11 รายการ (เช่น สินค้าแบรนด์เนม ยานพาหนะ และที่ดิน) มูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท
- คดีลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้า (ประดิษฐ์ กับพวก): ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร คณะกรรมการฯ มีคำสั่ง (ย. 134/2569) ยึดทรัพย์สินประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 4 รายการ มูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท
- ส่งเรื่องให้อัยการฟ้องศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (11 รายคดี มูลค่ารวม 145 ล้านบาท) ที่ประชุมมีมติส่งสำนวนให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้ทรัพย์สินรวม 145 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำขอเพิกถอนการยึดอายัดแต่พยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ คดีเด่นประกอบด้วย:
- กลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมไฮบริดสแกมข้ามชาติ (บัญชีวิศิษฎ์ กับพวก): พฤติการณ์ใช้โซเชียลมีเดียหลอกลงทุน มีการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลผิดปกติ และเงินโยงใยไปถึงเครือข่ายยาเสพติด การพนันออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ บอร์ดธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นศาลยึดทรัพย์สิน 33 รายการ (ที่ดิน ยานพาหนะ บัญชีธนาคาร) มูลค่าประมาณ 38 ล้านบาท (คำสั่ง ย.105/2569)
- คดีลัทธิผู้วิเศษหลอกสะเดาะเคราะห์ (ชวิศร์ กับพวก): พฤติการณ์อ้างตนเป็นผู้วิเศษ ชักชวนทำกิจกรรมธรรมะหลอกให้โอนเงินค่าลดกรรม คณะกรรมการฯ มีมติส่งอัยการยื่นศาลยึดทรัพย์สิน 14 รายการ มูลค่าประมาณ 37 ล้านบาท (คำสั่ง ย.100/2569)
- คดีฉ้อโกงประชาชน (สิฬิฬินณนี กับพวก): มีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นศาลยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน 2 รายการ (ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบัญชีธนาคาร) มูลค่าประมาณ 14 ล้านบาท (คำสั่ง ย.99/2569)
- ส่งเรื่องให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเยียวยาชดใช้คืนผู้เสียหาย (17 รายคดี มูลค่ารวม 285 ล้านบาท) ปปง. ตระหนักถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับความเสียหาย โดยมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงรวม 17 รายคดี มูลค่าประมาณ 285 ล้านบาท โดยมีคดีไฮไลต์ดังนี้:
- คดีหลอกลวงศาสตร์ฮวงจุ้ย (ธนวันต์ หรือ ซินแสฮวงจุ้ยชื่อดัง กับพวก): พฤติการณ์อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ตี่ลี่ ฮวงจุ้ย หลอกขายหินแกะสลักอ้างนำเข้าจากจีนและผ่านพิธีปลุกเสก คณะกรรมการฯ มีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิและนำทรัพย์สินรวม 105 รายการ มูลค่าประมาณ 34 ล้านบาท ไปเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 44 ราย (คำสั่ง ย.22/2569)
- คดีเครือข่ายพนันออนไลน์โยงฉ้อโกง (สันติธร กับพวก): คดีจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ซึ่งตรวจสอบพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับการฉ้อโกงประชาชน บอร์ดธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจำนวน 32 ราย โดยนำทรัพย์สิน 255 รายการ มูลค่าประมาณ 107 ล้านบาท ไปคืนหรือชดใช้คืน (คำสั่ง ย.211/2568)
สำนักงาน ปปง. ย้ำว่าจะยังคงเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางการเงินและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด และเร่งนำทรัพย์สินเหล่านั้นกลับมาเยียวยาผู้เสียหายตามกระบวนการทางกฎหมายให้รวดเร็วที่สุด


