กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่ากติกาการค้าโลกกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ที่อ่อนแรงและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ พร้อมแนะให้ไทยใช้ยุทธศาสตร์ ‘Minimize ผลกระทบ – Maximize โอกาส’ ด้วยการกระจายตลาด ขยายเครือข่าย FTA และดึงดูดการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ ‘ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก’ ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้
โลกแบ่งขั้ว ความมั่นคงทางเศรษฐกิจมาก่อนต้นทุน
ดร.กิริฎาระบุว่า การค้าโลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้ว มาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และการรวมกลุ่มผ่านความตกลงทวิภาคีหรือเฉพาะกลุ่มมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางและเล็ก เช่น Future of Investment and Trade (FIT) Partnership ที่มีสิงคโปร์และนิวซีแลนด์ร่วมก่อตั้ง
ขณะเดียวกัน แนวคิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) ทั้งด้านพลังงาน, อาหาร และความน่าไว้วางใจระหว่างคู่ค้า เริ่มมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาเฉพาะต้นทุนและประสิทธิภาพ
ดร.กิริฎามองว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งสหรัฐอเมริกา, กลุ่มจีนและพันธมิตร, กลุ่มยุโรป และกลุ่มประเทศที่รักษาความสมดุลอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ซึ่งนำไปสู่การปรับโครงสร้างใน 4 ด้าน คือ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และระบบการเงินและสกุลเงิน
3 แนวทางที่ไทยต้องเร่งทำ
ดร.กิริฎาเสนอว่า ไทยมีจุดแข็งทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ การรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ ความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย FTA แต่โอกาสจะไม่เกิดขึ้นเอง ไทยจึงต้องดำเนิน 3 แนวทางสำคัญ
แนวทางแรกคือการกระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าเพื่อลดการกระจุกตัว โดยปัจจุบันสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ขณะที่จีนเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ไทยจึงควรกระจายการส่งออกเพื่อลดการกระจุกตัวในตลาดสหรัฐอเมริกา และกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาจีนมากเกินไป
แนวทางที่สองคือการขยายและยกระดับเครือข่าย FTA ซึ่งปัจจุบันไทยมี 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 เขตเศรษฐกิจ คิดเป็นราว 60% ของมูลค่าส่งออก โดยมีทั้งฉบับที่รอมีผลบังคับใช้อย่างไทย-EFTA, ไทย-ภูฏาน และไทย-ศรีลังกา และที่อยู่ระหว่างเจรจาอย่างไทย-สหภาพยุโรป ตลอดจน FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อาเซียน-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา
แนวทางที่สามคือการพัฒนาฐานการผลิตและดึงดูดการลงทุนที่มี Local Content สูง เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าในประเทศ
ดร.กิริฎาระบุว่า มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด ส่วนการลงทุนในประเทศปี 2568 ขยายตัว โดยคำขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นมากในกิจการศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แต่ย้ำว่าความสำเร็จไม่ควรวัดจากวงเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว หากต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เพื่อไม่ให้ไทยเป็นเพียงฐานประกอบสินค้า
สำหรับภาคธุรกิจ ดร.กิริฎาแนะให้กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่อย่างลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และแอฟริกา ปรับสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวเพื่อรองรับกติกาการค้าที่เข้มงวดขึ้น และใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุน

