โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) มูลค่า 2.25 แสนล้านบาท ได้ล้มเลิกแล้ว หลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในกลุ่ม ซีพี ซึ่งเป็นผู้ได้สัมปทาน ได้ส่งหนังสือแจ้งขอยกเลิกสัญญาร่วมทุน PPP กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคมเตรียมปรับแผนให้ รฟท. ลงทุนเอง และลดสเปกเป็น ‘รถไฟความเร็วปานกลาง’ ความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ EEC แทน ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณการลงทุนได้ อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
เป็นที่ยืนยันแล้วว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) ความยาว 220 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่จะปลุกการลงทุนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่า 2.25 แสนล้านบาทนั้น ไม่ได้ไปต่อ และกำลังจะถึงจุดจบ ซึ่งคิดเป็นการเสียเวลาไปเกือบ 8 ปี นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่มีการประกาศเชิญชวนผู้ประมูล จนปัจจุบัน (ก.ค. 2569)
โครงการนี้ผ่านมือรัฐบาลมา 6 รัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์1-2, รัฐบาลเศรษฐา, รัฐบาลแพทองธาร จนกระทั่งรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล 1-2 ซึ่งได้ส่งสัญญาณ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม
ล่าสุดเมื่อบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด บริษัท กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ซึ่งเป็นผู้ได้สัมปทานในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) ในการดำเนินโครงการนี้ ได้ส่งหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา แจ้งเพื่อขอยกเลิกสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือ ‘รถไฟไฮสปีดเช่อม 3 สนามบิน’
โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงคมนาคมให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ยันว่า กลุ่มซีพี ได้ส่งหนังสือมาขอยกเลิกสัญญาร่วมทุน PPP ในกับรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จริง
พร้อมอธิบายขั้นตอนหลังจากการยื่นหนังสือว่า เปรียบเสมือน ‘การหย่าร้าง’ ซึ่งเมื่อคู่สัญญาคือ รฟท. รับทราบเรื่องแล้ว จะต้องนำเรื่องนี้ไปยื่นต่อ ‘นายทะเบียน’ ซึ่งก็คือ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) ซึ่งมีท่านนายกฯ อนุทิน เป็นประธาน เพื่อให้ทางบอร์ดพิจารณาว่าเหตุผลในการขอยกเลิกสัญญานั้นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมได้อธิบายถึงกระบวนการและขั้นตอนหลังจากการยื่นหนังสือขอยกเลิกสัญญาไว้อย่างน่าสนใจว่า
“กระบวนการนี้เปรียบเสมือน ‘การหย่ากัน’ ของคู่หมั้นหรือคู่สัญญา ซึ่งก็คือ รฟท. เมื่อต้องการจะหย่าร้างกัน ก็ต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องผ่าน ‘นายทะเบียน’ ซึ่งในที่นี้ก็คือ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) เพื่อให้พิจารณาดูว่าเหตุผลในการขอเลิกสัญญานั้นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ หากมีเหตุผลที่รับฟังได้ก็สามารถเลิกกันได้”
ลดสเปกเป็น ‘รถไฟความเร็วปานกลาง’ การรถไฟฯ จ่อลงทุนเอง ปิดทางเอกชนลงทุน
แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงคมนาคม ยังกล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญที่มีการขอจบสัญญา คาดว่ามาจากต้นทุนการก่อสร้างและการลงทุนของโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงที่อยู่ในระดับที่สูงเกินไป โดยแนวโน้มหลังจากนี้ อาจจะมีการปรับแผนให้ รฟท. เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเอง ซึ่งจะไม่มีการเปิดประมูลให้เอกชนมาร่วมลงทุน แต่จะปรับลดสเปกจากรถไฟความเร็วสูง มาเป็นโครงการรถไฟความเร็วปานกลาง
โดยวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ EEC แทน ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้รูปแบบรถไฟความเร็วปานกลางนี้ จะช่วยประหยัดงบประมาณการลงทุนไปได้อย่างมหาศาล เนื่องจากสามารถใช้การลงทุนแบบเดิมและไม่ต้องทำการประเมินโครงสร้างใหม่ทั้งหมด
โดยคาดการณ์ว่าอาจจะประหยัดเงินลงทุนไปได้ ‘อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง’ ของโครงการเดิม
สำหรับตัวเลขประเมินการลงทุนในเส้นทางรูปแบบใหม่ที่อาจนำมาใช้แทนของ รฟท. หรือ รฟม เบื้องต้นมีรายละเอียดดังนี้ อาจเทียบได้กับโครงการดังนี้มาเป็นโมเดลลงทุน ได้แก่
- ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (ระยะทาง 25.9 กิโลเมตร) คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 44,000 ล้านบาท
- ส่วนต่อขยายสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก ไปจนถึงสุวรรณภูมิ (ระยะทาง 7.8 กิโลเมตร) คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท
- ช่วงรถไฟชานเมือง หัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา (ระยะทาง 17 กิโลเมตร) ซึ่งจะใช้ความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะใช้รูปแบบเดิมมาเชื่อมต่อเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน
สำหรับประเด็นสำคัญที่ว่า หากมีการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ทางซีพีจะต้องถูกริบเงินประกันหรือจ่ายค่าปรับให้แก่รัฐหรือไม่นั้น แหล่งข่าวระบุว่า ในสัญญาจะมีข้อตกลงข้อที่ 23 และข้อที่ 30 ระบุเอาไว้ ซึ่งหากมีเหตุและผลอันเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ก็สามารถตกลงเลิกแล้วต่อกันได้โดยอาจจะไม่ต้องโดนปรับ
อย่างไรก็ตาม บทสรุปของการเจรจา รวมถึงการตัดสินใจเรื่องค่าปรับและกระบวนการยกเลิกสัญญาทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาและอำนาจการตัดสินใจของบอร์ด EEC ที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อเป็นผู้ชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

