ท่ามกลางข้อถกเถียงว่าการเปิดรับดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นหรือไม่ หนึ่งในผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ต่างชาติรายใหญ่ในไทยได้ประกาศจุดยืนบนเวที Thailand Focus ว่า พร้อมรับภาระต้นทุนพลังงานส่วนเพิ่มที่เกิดจากการเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย
ประเด็นสำคัญ
Yaniv Ghitis ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์และการลงทุน Digital Edge DC กล่าวในเวทีเสวนา Energy Transition: From Cost Pressure to Competitive Advantage ในงาน Thailand Focus 2026 ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าบริษัทจะลงทุนในโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) และทำงานร่วมกับผู้พัฒนาพลังงานอย่าง บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อไม่ให้การใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ไปเพิ่มต้นทุนให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคที่อยู่อาศัย
“เราจะรับภาระต้นทุนเอง เราจะลงทุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น” Ghitis กล่าว พร้อมระบุว่ามีตลาดอื่นในเอเชียที่ให้ราคาไฟฟ้าถูกกว่า แต่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งบริษัทไม่เชื่อว่าเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง
พร้อมกันนี้ Ghitis ปฏิเสธสมมติฐานที่ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เลือกลงทุนในไทยเพราะค่าไฟถูก โดยย้ำว่าการตัดสินใจเข้าตลาดไทย “ไม่ใช่เรื่องราคา หรือความถูก หรืออะไรทำนองนั้น” แต่เป็นเพราะความรอบคอบของฝ่ายกำกับดูแลในการวางกรอบว่าอุตสาหกรรมนี้จะเติบโตร่วมกับประเทศอย่างไร
ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงานเดินหน้าแนวคิดแยกดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ ซึ่งต้องจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มอื่น เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยมีรายงานประมาณการอัตราไว้ที่ราว 5-6 บาทต่อหน่วย และมีแนวคิดนำส่วนต่างมาช่วยลดภาระค่าไฟให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเดิม
แนวทางนี้ทำให้เกิดกระแสข่าวว่าผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลกหลายราย อาจทบทวนหรือย้ายแผนการลงทุนออกจากไทย หากต้นทุนค่าไฟถูกปรับขึ้น
หลักการของรัฐ ‘นำเข้าเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น’
บนเวทีเดียวกัน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อธิบายหลักคิดเบื้องหลังกติกาใหม่ว่า ในอดีตสังคมกังวลว่าการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้ค่าไฟแพงขึ้น เพราะต้องนำเข้าก๊าซมากขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่ม แต่ภายใต้นโยบายและกฎระเบียบที่กำลังปรับปรุง การลงทุนใหม่ที่เข้ามาจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) ของการนำเข้าก๊าซนั้นเอง
“เราคิดว่านี่เป็นธรรม คุณนำเข้าเท่าไหร่ คุณจ่ายเท่านั้น” รัฐมนตรีกล่าว
พร้อมกันนั้นเขาระบุว่า นักลงทุนไม่จำเป็นต้องกังวลว่าค่าไฟจะแพง เพราะรัฐเปิดทางเลือกให้เข้าถึงตลาดซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ทำให้ในอนาคตไทยจะมีตลาดไฟฟ้าสองระบบคู่ขนาน คือระบบผู้รับซื้อรายเดียวที่ปรับปรุงแล้ว (Enhanced Single Buyer) ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน กับตลาดพลังงานสะอาดแบบซื้อขายตรงที่ผู้ซื้อสามารถเลือกซัพพลายเออร์ที่ผลิตไฟฟ้าได้ในต้นทุนถูกที่สุด
เอกนัฏกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ผ่านมติขยายการเข้าถึงตลาด Direct PPA ไปยังทุกภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาด จากเดิมที่จำกัดเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ในเพดาน 2,000 เมกะวัตต์
รัฐบอกต้องเร็ว นักลงทุนบอกไม่ต้องรีบ
เอกนัฏระบุว่า สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลไม่ใช่ราคาค่าไฟที่สูงขึ้น แต่คือระยะเวลาที่รัฐบาลใช้ในการสรุปนโยบายและทำให้ทิศทางชัดเจน พร้อมยืนยันว่ากระทรวงกำลังเร่งสรุปนโยบายทั้งหมด และทิศทางที่ชัดเจนจะออกมาเร็วๆ นี้
ขณะที่ Ghitis แม้จะเห็นด้วยกับความสำคัญของความชัดเจน แต่กลับเสนอมุมที่ต่างออกไป โดยระบุว่า “ผมคิดว่าไม่รีบก็ได้” พร้อมอธิบายว่าการยังไม่มีความชัดเจนสร้างความยากลำบากให้บริษัทจริง แต่สิ่งที่กำลังสร้างคือความร่วมมือระยะยาว 20-30 ปี ที่ต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่การตัดสินใจที่ต้องจบภายในหกเดือน
Ghitis เสนอสามเรื่องที่ต้องการเห็นจากฝั่งนโยบายไทย ได้แก่ ความชัดเจนของนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นรากฐานให้อุตสาหกรรมเริ่มต้นได้ด้วย IPP ที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง, การจัดตั้งสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อกระชับช่องทางหารือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเขาระบุว่าปัจจุบันการสื่อสารส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านโซเชียลมีเดียและยังไม่เป็นระบบ และการบรรจุบทบาทของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ต่อการศึกษาไว้ในนโยบาย
ในประเด็นทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นอีกข้อกังวลของสังคม เขาระบุว่าอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ควรไปแตะระบบน้ำประปาของภาคที่อยู่อาศัย โดยยกตัวอย่างการออกแบบระบบระบายความร้อนแบบวงจรปิดที่ไม่ปล่อยให้น้ำระเหยและถูกทิ้ง ซึ่งมีต้นทุนการลงทุนสูงกว่า และการสร้างโรงบำบัดน้ำของบริษัทเองในโครงการที่มุมไบและยะโฮร์
ด้าน ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมทุนของ Digital Edge ในไทย ระบุว่าปัญหาเรื่องน้ำเป็นเรื่องต้นทุนมากกว่าปริมาณ เพราะหากนิคมอุตสาหกรรมมีน้ำไม่พอ ก็สามารถลงทุนโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลได้ พร้อมเสนอว่าไทยควรผลักดันให้การผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์เกิดขึ้นในประเทศ และให้บริษัทดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามามีบทบาทในการยกระดับการศึกษาทั้งระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา
สิ่งที่ไทยจะได้ และสิ่งที่ยังต้องพิสูจน์
Ghitis ระบุว่าบริษัทร่วมกับ บี.กริม กำลังพัฒนาแคมปัสขนาดใหญ่ในจังหวัดชลบุรี และจะขยายไปยังระยองในระยะถัดไป โดยระบุตัวเลขการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการไว้ที่ราว 6,000 คน ซึ่งเป็นคนไทยทั้งหมด และย้ำว่าบริษัททำงานร่วมกับ SMEs และซัพพลายเชนไทยให้มากที่สุด
ด้วยความซับซ้อนของซัพพลายเชนที่สร้างขึ้นในไทย มีโอกาสที่ไทยจะพัฒนาเป็นฮับระดับภูมิภาคที่สนับสนุนการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ในตลาดอื่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในด้านการสร้างงาน เขาระบุว่าเป้าหมายไม่ใช่โครงการฝึกงานขนาดเล็ก แต่คือการนำตำแหน่งงานนักวิทยาศาสตร์ด้าน AI เข้ามาในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขและแผนที่ระบุบนเวทีเป็นข้อมูลที่มาจากบริษัทและยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งอิสระ ทั้งจำนวนแรงงาน 6,000 คน ซึ่งไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นแรงงานก่อสร้างสะสมหรือตำแหน่งงานประจำ และแผนแคมปัสที่ระยองซึ่งยังไม่เคยมีการประกาศอย่างเป็นทางการ
สำหรับโครงการในชลบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นแคมปัสขนาด 100 เมกะวัตต์ ภายใต้แผนการลงทุนร่วมมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ทั้งสองบริษัทได้ลงนามสินเชื่อสีเขียวมูลค่า 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการระดมทุนสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย โดยอาคารแรกมีกำหนดพร้อมให้บริการภายในไตรมาส 4 ปี 2569 และอาคารที่สองในไตรมาส 2 ปี 2570

