ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ เคยถูกมองว่าเป็นเมืองที่มอบประสบการณ์ระดับลักชัวรีในราคาที่เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมห้าดาว ร้านอาหารไฟน์ไดนิง หรือสปาระดับโลก จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อยากสัมผัสคำว่า Luxury for Less แต่วันนี้ ภาพจำดังกล่าวอาจกำลังเปลี่ยนไป
รายงาน Julius Baer Global Wealth and Lifestyle Report 2026 จัดให้กรุงเทพมหานครติดอันดับ 10 เมืองที่มีค่าครองชีพสำหรับกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) แพงที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก โดยขยับขึ้นจากอันดับ 11 ในปีก่อน ขณะที่สิงคโปร์ยังครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
10 เมืองค่าครองชีพสำหรับมหาเศรษฐีแพงที่สุดในโลก ปี 2026
- สิงคโปร์
- ซูริก สวิตเซอร์แลนด์
- โมนาโก
- ฮ่องกง
- ลอนดอน อังกฤษ
- เซี่ยงไฮ้ จีน
- ปารีส ฝรั่งเศส
- ซิดนีย์ ออสเตรเลีย
- มิลาน อิตาลี
- กรุงเทพฯ ประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม คำว่าค่าครองชีพแพงในรายงานนี้ ไม่ได้หมายถึงค่าครองชีพของคนทั่วไป แต่เป็นต้นทุนของการใช้ชีวิตระดับลักชัวรีของผู้มีสินทรัพย์สูง ผ่านการเปรียบเทียบราคาสินค้าและบริการพรีเมียม 20 หมวดใน 25 เมืองทั่วโลก ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์หรู นาฬิกา เครื่องประดับ ค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติ มื้ออาหารไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การขยับอันดับขึ้นของกรุงเทพฯ ไม่ได้สะท้อนเพียงราคาสินค้าลักชัวรีที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเมืองในฐานะ Luxury Destination ที่ได้รับความสนใจจากแบรนด์และนักลงทุนระดับโลกมากขึ้น ทั้งในกลุ่มแฟชั่น รถยนต์ และนาฬิกา ซึ่งเป็นหมวดสินค้าที่มีบทบาทสำคัญต่อการจัดอันดับในปีนี้
ในอีกมุมหนึ่ง ผลการจัดอันดับยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพฯ จากเมืองที่เคยโดดเด่นเรื่อง Accessible Luxury หรือความหรูหราที่จับต้องได้ ไปสู่เมืองที่กำลังถูกเปรียบเทียบกับศูนย์กลางลักชัวรีระดับโลกมากขึ้น การเข้ามาของโรงแรมระดับอัลตราลักชัวรี แฟล็กชิปสโตร์ของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก และการเติบโตของตลาดเวลเนสและไฟน์ไดนิง ล้วนเป็นสัญญาณว่ากรุงเทพฯ กำลังมีบทบาทใหม่ที่ไลฟ์สไตล์ระดับโลกต้องการในขณะนี้
อ้างอิง

