ญี่ปุ่นแสดงความกังวลกรณีจีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ตกลงมหาสมุทรแปซิฟิก ชี้ประชาคมโลกกังวล โดยผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงของญี่ปุ่น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการพึ่งพาร่มความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว
ประเด็นสำคัญ
ญี่ปุ่นจับมือ NATO และชาติเอเชียกดดันจีน ปมยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์
เมื่อวานนี้ (8 กรกฎาคม) ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และ โมเตกิ โทชิมิตสึ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุม NATO 2026 ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ร่วมกับ มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO และผู้แทนจากกลุ่ม Indo-Pacific Four (IP4) ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้
ภายหลังการประชุม โคอิซูมิให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า การขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของจีนอย่างรวดเร็วและไร้ความโปร่งใส กำลังสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้แก่ญี่ปุ่นและประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่า หลายประเทศสมาชิก NATO เห็นพ้องกันว่า ความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และยุโรป-แอตแลนติกไม่อาจแยกออกจากกันได้
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล จากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม โดยคาดว่า ขีปนาวุธที่ใช้ในการทดสอบคือ JL-2 หรือ JL-3 ซึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงจากเรือดำน้ำ SLBM (Submarine-Launched Ballistic Missile:) มีพิสัยยิงราว 5,000-8,000 ไมล์ ทำให้สามารถโจมตีเมืองสำคัญของสหรัฐฯ ได้ หากยิงจากตำแหน่งที่เหมาะสมในมหาสมุทรแปซิฟิก
The Mainichi รายงานว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้ญี่ปุ่น หลังได้รับแจ้งจากกระทรวงกลาโหมจีนในเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกร้องให้จีนยกเลิกการทดสอบ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับว่า ทางการอาจประเมินยุทธวิธีของจีนต่ำเกินไป และจำเป็นต้องทบทวนแนวทางรับมือ หลังจีนประกาศเส้นทางยิงขีปนาวุธไว้หลายทางเลือก แต่เลือกใช้เส้นทางที่ไม่บินผ่านญี่ปุ่น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสองประเทศจากประเด็นไต้หวัน
ทั้งนี้ ฮิโรกิ โซโนะดะ นักวิเคราะห์ด้านการทหารและอดีตสมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF) ระบุว่า เส้นทางแรกที่จีนอาจใช้คือ การยิงจากบริเวณทะเลโป๋ไห่ทางตอนเหนือของจีน ก่อนให้ขีปนาวุธพุ่งผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่น
ส่วนอีกเส้นทางคือ การยิงขีปนาวุธจากนอกชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะไหหลำในทะเลจีนใต้ ก่อนบินผ่านใกล้ฟิลิปปินส์ โดยอ้างอิงจากประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้าของหน่วยงานด้านการเดินเรือของจีน
แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า การยิงจริงเกิดขึ้นจากบริเวณตะวันออกของเกาะไหหลำ ไม่ใช่ทะเลโป๋ไห่ ขณะที่สื่อออสเตรเลียรายงานว่า ขีปนาวุธดังกล่าวบินผ่านประเทศหมู่เกาะหลายแห่งในมหาสมุทรแปซิฟิก และคาดว่าตกในน่านน้ำใกล้เขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศตูวาลู
อิตสึโนริ โอโนเดระ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น ตั้งข้อสังเกตบน X ว่า การทดสอบครั้งนี้ของจีนเป็นการยั่วยุอย่างชัดเจน โดยตั้งใจส่งสัญญาณถึงญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่นจับมือ NATO ต้านจีน มีนัยสำคัญอย่างไร
ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า การที่ญี่ปุ่นพยายามเข้าหา NATO เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ ‘กระจายความเสี่ยง’ (Hedging) จากความไม่แน่นอนในการพึ่งพาร่มความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่นโยบายของสหรัฐฯ มีความผันผวนภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์
ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของญี่ปุ่นที่มักสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับกลุ่มประเทศที่มีค่านิยมเสรีประชาธิปไตยร่วมกัน (Like-Minded Countries) ทั้งในเอเชียและยุโรป ผ่านความร่วมมือแบบทวิภาคีและมินิภาคี เพื่อเสริมการคานอำนาจและป้องปรามจีน
อาจารย์ขยายความว่า ประเทศเหล่านี้ไม่เพียงมีค่านิยมเสรีประชาธิปไตยร่วมกัน แต่ยังมองว่าจีนเป็นความท้าทายต่อระเบียบระหว่างประเทศ โดยในระยะหลัง ยุโรปเริ่มให้ความสำคัญกับท่าทีของจีนมากขึ้น เนื่องจากปักกิ่งมีบทบาทสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภูมิภาคโดยตรง รวมถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth)
“ญี่ปุ่นคงตระหนักว่า ไม่อาจต้านทานจีนด้วยตนเองได้ การมีหลายชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง น่าจะช่วยกดดัน สร้างจิตวิทยาป้องปรามพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของจีนได้มากขึ้น” ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบาย
อาจารย์ธีวินท์ยังชี้ว่า วาทะว่าด้วยความมั่นคงของยุโรปและเอเชียที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ สะท้อนความคิดร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และนำไปสู่แนวคิด IP4 หรือการให้ 4 ชาติเอเชีย-แปซิฟิกเข้าร่วมการประชุมประจำปีของ NATO
ขณะที่ในอดีตที่ผ่านมา ฟุมิโอะ คิชิดะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มักเน้นย้ำความเชื่อมโยงด้านความมั่นคงระหว่างเอเชียกับยุโรปมาโดยตลอด เพราะมองว่า สถานการณ์ของยูเครนในวันนี้อาจเกิดขึ้นกับเอเชียตะวันออกในวันข้างหน้า เนื่องจากปมเหตุอย่างความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน
เมื่อถามว่า ญี่ปุ่นจะเล่นบทบาทนำแทนสหรัฐฯ ในเอเชีย-แปซิฟิกอย่างเต็มตัวหรือไม่ ผศ.ดร.ธีวินท์ตอบว่า ญี่ปุ่นมีบทบาทเชิงรุก (Pro-Active) เด่นชัดขึ้นนับตั้งแต่สมัยรัฐบาลชินโซ อาเบะ โดยเป็นแนวหน้าที่ช่วยสร้างเครือข่ายประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Powers) ร่วมกับพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ เพื่อทำให้กลไกป้องปรามจีนแข็งแกร่งขึ้น และรักษาสถานะเดิมของภูมิภาค
อาจารย์มองว่า ญี่ปุ่นกำลังทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกระตุ้นเตือน’ ให้ประเทศต่างๆ ระมัดระวังภัยจากจีนมากขึ้น ขณะก็ดึงประเทศที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการสอดส่องพฤติกรรมของจีนและป้องปรามวิกฤตไต้หวัน โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแทนที่สหรัฐฯ แต่เป็นการ ‘สนับสนุน’ และ ‘เสริม’ บทบาทของวอชิงตันที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้นในยุคทรัมป์
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์ย้ำว่า ญี่ปุ่นไม่อาจทดแทนบทบาทของสหรัฐฯ ด้านความมั่นคงได้ ทั้งจากข้อจำกัดด้านแสนยานุภาพ และข้อจำกัดจากแนวคิดสันตินิยม (Pacifism) ภายในประเทศ
ภาพ: The Japan Times
อ้างอิง:
- https://mainichi.jp/english/articles/20260709/p2g/00m/0na/006000c
- https://www.japantimes.co.jp/news/2026/07/08/japan/politics/japan-nato-koizumi-china/


