ครึ่งปีแรกของปี 2026 ผ่านไปแล้ว และตลาดการเงินไม่ต่างอะไรกับการนั่งรถไฟเหาะที่ไม่มีทีท่าจะช้าลง
ประเด็นสำคัญ
ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นแรงจากกระแส AI ก่อนจะปรับตัวลงจากความเสี่ยงสงคราม ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100ดอลลาร์/บาร์เรล
แต่ที่สุด ก็ปรับตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดการขนส่งเป็นปกติ และกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเร่งตัวอย่างรวดเร็วจากกระแสการลงทุน AI
แม้ดัชนีหุ้นโลกจะเริ่มครึ่งหลังของปี 2026 ในระดับใกล้เคียงจุดสูงสุดตลอดกาล
แต่ครึ่งปีแรกเป็นเหตุการณ์ที่ย้ำเตือนเราว่า ‘ยิ่งสูงก็ยิ่งเสี่ยง’ นักลงทุนต้องรู้ให้ทันตลาดการเงิน ผมจึงชวนจับตา 3 เรื่องสำคัญที่อาจทำให้ตลาดกลับทิศ ให้เราได้คิดและเตรียมกลยุทธ์รับมือไว้ก่อน
เรื่องแรก ครึ่งหลังของปีจะเข้าสู่เวลาที่ Capex ของ Hyperscaler แซงกระแสเงินสด และ Free Cash Flow จะติดลบเป็นครั้งแรก
หลังการลงทุน AI เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี
บริษัทที่แข็งแกร่งอย่างกลุ่ม Hyperscaler ของสหรัฐฯ กำลังจะเข้าสู่ช่วงใช้เงินลงทุน (Capex) มากกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานรวมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
จากที่เคยเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดที่นักลงทุนทั่วโลกไว้วางใจมาตลอดทศวรรษ Free Cash Flow รวมของกลุ่มจะพลิกเป็นติดลบครั้งแรกช่วงครึ่งหลังปีนี้
นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะโมเดลธุรกิจ AI ของผู้ประกอบการฝั่งสหรัฐฯ ไม่มีกำไร ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าคู่แข่งหลักอย่างจีนมหาศาล
ที่ต้องจับตาเป็นเพราะหุ้นกู้และสินเชื่อกลุ่มเทคโนโลยี มียีลด์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี และเมื่อประกอบกับ CAPE P/E ของหุ้นสหรัฐฯ ใกล้จุดสูงสุดตลอดกาล ทั้งหมดอาจเป็นส่วนผสมที่ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องฟองสบู่การลงทุน AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นที่สองคือ AI ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อลดลงเหมือนเทคโนโลยีในอดีต แต่กำลังสร้างเงินเฟ้อขาขึ้นรอบใหม่แบบไม่ทันตั้งตัว
ต้นปีนี้ แทบทุกสำนักวิเคราะห์เชื่อว่า AI จะเป็นพลัง Disinflationary (แรงกดเงินเฟ้อให้ต่ำลง) ช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว
แต่ข้อมูลจริงกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ดัชนีราคาผู้ผลิตกลุ่ม Chip ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 25% สูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 1985 ขณะที่ราคาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ IT ในตะกร้าเงินเฟ้อกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ
ต้นตอของปัญหาคือราคาหน่วยความจำที่พุ่งขึ้นกว่า 670% จากจุดต่ำสุด เพราะศูนย์ข้อมูล AI แย่งชิงกำลังการผลิต Chip ไปทั้งหมด
นี่คือ ‘เงินเฟ้อจากการลงทุน’ ที่ธนาคารกลางไม่เคยเจอมาก่อน เพราะมันไม่ได้เกิดจากผู้บริโภคใช้จ่ายเกินตัว แต่เกิดจากบริษัทที่รวยที่สุดในโลกแย่งทรัพยากรกันเอง และดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่มีผลต่อพฤติกรรมนี้เลย
หากครึ่งปีหลังตัวเลขเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีก ยีลด์สหรัฐฯ จะมีโอกาสปรับตัวขึ้น เป็นแรงกดดันด้านสภาพคล่องซ้ำเติมไปอีก
และสุดท้าย อาจไม่ใช่แค่ยีลด์สหรัฐฯ เพราะตลาดการเงินญี่ปุ่นก็เข้าสู่ช่วงกลับตัวครั้งสำคัญที่สุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ
ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997
ค่าเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี
ที่ต้องจับตาให้ดีเป็นเพราะญี่ปุ่นคือเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลกมาหลายทศวรรษ
หากผลตอบแทนในประเทศที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้เงินลงทุนไหลกลับญี่ปุ่น แรงกดดันจะส่งผ่านไปสู่ตลาดการเงินทั่วโลก
และครั้งนี้อาจไม่มีใครที่มีสภาพคล่องสูงพอจะช่วยได้ เพราะอีกสามเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ จีน และเยอรมนี อยู่ในช่วงขาดดุลการคลังสูงสุด มีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่องไปอย่างน้อยจนถึงปี 2031 เป็นคำถามต่อเนื่องว่าใครจะเป็นผู้ซื้อพันธบัตรมหาศาลเหล่านี้ และที่ยีลด์เท่าไหร่กันแน่
ครึ่งแรกของปี 2026 เป็นเหมือนฉากเริ่มของความผันผวน ความเสี่ยงเกิดจากเรื่องที่คาดไม่ถึงหลายอย่าง แต่จุดเด่นคือมีการเติบโตของกำไรและพื้นฐานที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน
ครึ่งหลังของปี 2026 เป็นฉากที่แตกต่างออกไป เพราะความเสี่ยงเปลี่ยนเป็นเรื่องที่เรามองเห็นมานาน แต่ไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็นความกังวลที่เข้ามากดดันตลาด
ทุกอย่างจะเป็นเรื่องที่แค่ต้องจับตา หรือจะกลายเป็นต้นเหตุที่เจาะฟองสบู่ AI รอบนี้ อีกไม่นานเราจะได้รู้กันครับ
ภาพ: Sweet_tomato, TeeStocker / Shutterstock

