เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังส่อแววแผ่วปลายแม้ครึ่งปีแรกจะสามารถฟื้นตัวได้ดี แต่ยังมีความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพรวมการเติบโตแบบกระจุกตัว (K-Shaped) พร้อมเปิดข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของครัวเรือนไทยผ่านภาวะ ‘3 ลด’ ซึ่งตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ดูเหมือนจะปรับตัวลดลงนั้น แท้จริงแล้วกลับเป็น การลดหนี้ที่สุขภาพไม่ดี (Unhealthy Deleveraging) อันเกิดจากภาวะการเงินตึงตัวที่ทำให้ประชาชนและ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ไม่ใช่เกิดจากความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้น ทิศทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินของ กนง. และปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาต่อจากนี้จะมีอะไรบ้าง
ประเด็นสำคัญ
ดร. ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกที่ผ่านมาเติบโตได้เกือบ 3% ซึ่งถือว่าฟื้นตัวได้ไม่แย่เท่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังมีความ กระจุกตัว (K-Shaped) สูง โดยจะดีเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น สินค้ากลุ่มชิปอิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center ขณะที่ไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและสงครามในตะวันออกกลาง
สำหรับแนวโน้มในครึ่งปีหลัง คาดว่าในไตรมาสที่ 3 จะยังมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้เกือบ 3% แต่ความน่ากังวลจะไปอยู่ที่ไตรมาสที่ 4 เนื่องจากเมื่อหมดมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ อาจส่งผลให้การใช้จ่ายและการบริโภคชะลอตัวลงมาก และจะเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำที่สุดของปี
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังยังมี 2 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่
- ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Nino) คาดว่าจะมีความรุนแรงและส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึง 12% ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร (Farm Income) ให้หดตัวลงอย่างหนัก
- มาตรการภาษีของสหรัฐฯ (Tariff) หลังช่วงกลางเดือนกรกฎาคม สหรัฐฯ เตรียมจะประกาศใช้มาตรการภาษีรูปแบบใหม่ (มาตรา 301) มาแทนที่มาตรการเดิม ซึ่งมีโอกาสค่อนข้างสูงที่ประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากระดับ 10% เดิม
เปิดข้อมูล ‘3 ลด’ สะท้อนครัวเรือนไทยเข้าขั้นเปราะบาง
การฟื้นตัวแบบ K-Shaped ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในภาคธุรกิจ แต่ยังลุกลามถึงภาคครัวเรือน ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงความเปราะบางของครัวเรือนไทยผ่าน ภาวะ 3 ลด ได้แก่
- รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยหดตัวลง 2.5% ในเกือบทุกหมวด โดยมีเพียงหมวดเดียวที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดคือ รายได้จากการช่วยเหลือของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- รายจ่ายของครัวเรือนปรับตัวลดลงถึง 5.4% สะท้อนถึงพฤติกรรมการรัดเข็มขัด ประชาชนพยายามเอาตัวรอดและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
- หนี้ลด แต่ไม่ยั่งยืน แม้ภาพรวมตัวเลขหนี้จะดูลดลง แต่เมื่อเจาะดูไส้ในกลับพบว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ยังคงมีหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ส่วนหนี้ที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากหนี้บ้านและหนี้รถยนต์ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลง คือการลดหนี้ที่ ‘สุขภาพไม่ดี’
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาสแรกของปี ลดลงมาอยู่ที่ 85.9% ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19
ดร. ปุณยวัจน์ อธิบายว่า แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่ในความเป็นจริง การลดลงนี้เกิดจากการที่ประชาชนและ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น จากภาวะการเงินที่ตึงตัว ไม่ใช่การลดหนี้ลงเพราะประชาชนมีความสามารถในการชำระคืนได้ดีขึ้น (Healthy Deleveraging) จึงนับว่าเป็นการลดหนี้ที่มีสุขภาพไม่ดีนัก
ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะยังเป็นเทรนด์ขาลงไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจาก Nominal GDP จะยังขยายตัวได้ดีจากปัจจัยเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ฐานคำนวณใหญ่ขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลขสัดส่วน คือ ความสามารถในการชำระหนี้ และคุณภาพสินเชื่อ (NPL) ที่ยังคงเปราะบาง สอดคล้องกับสถิติตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว เช่น จำนวนการจ้างงาน ชั่วโมงการทำงาน และโอทีที่ลดลง
คาด กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้ ก่อนพิจารณาผ่อนคลายปีหน้า
สำหรับทิศทางการดำเนินนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) SCB EIC ประเมินว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและสินเชื่อที่ยังคงตึงตัว กนง. อาจยัง ไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ภายในปีนี้ การใช้ดอกเบี้ยสู้กับเงินเฟ้อในปัจจุบันอาจไม่จำเป็น เนื่องจากเงินเฟ้อมาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก เมื่อราคาน้ำมันลดลง เงินเฟ้อก็จะชะลอตาม
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 SCB EIC ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 1.9% ใกล้เคียงกับปีนี้ที่คาดว่าจะโตราว 2% ซึ่งถือว่ายังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาก หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงกลับเข้าสู่กรอบ ประกอบกับภาวะสินเชื่อที่ยังตึงตัว ก็ มีโอกาสที่ กนง. อาจจะพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงิน หรือลดดอกเบี้ย ได้ในปีหน้า แต่ท้ายที่สุดแล้ว นโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องใช้ มาตรการเฉพาะจุด เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ เข้ามาประคับประคองภาคการเงินและเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย
ภาพ: 2p2play / Shutterstock

