×

นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด

04.07.2026
  • LOADING...
ภาพซ้อนธงชาติไทยบนเหรียญกษาปณ์ พร้อมข้อความต่างชาติไล่เก็บหุ้นไทย

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 2.8 หมื่นล้านบาท ในช่วง 7 วันทำการล่าสุด หลังจากที่ขายออกไปเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา

 

ตั้งแต่ 25 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เล่นหลักที่ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศเป็นฝ่ายขายสุทธิ 2.2 หมื่นล้านบาท และ 7.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1.6 พันล้านบาท

 

ขณะที่ดัชนี SET พุ่งขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 3 ปี ปิดที่ 1,611.28 จุด เพิ่มขึ้นเฉียด 69 จุด หรือราว 4.4% ในสัปดาห์ล่าสุด (ณ วันที่ 3 กรกฎาคม) และช่วยให้ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 27% นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดยหุ้นที่อยู่ในรายชื่อหุ้นที่ใช้สำหรับการคำนวณดัชนี SET50 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง

 

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยสามารถเพิ่มช่วงบวกได้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่จากประเด็นเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ ก่อนจะขยับขึ้นอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือนที่ 1,621.19 จุดช่วงท้ายสัปดาห์

 

ทั้งนี้ แรงซื้อกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีแรงซื้อเก็งกำไรก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในช่วงท้ายสัปดาห์ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคด้วยเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด หนุนคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย

 

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 กรกฎาคม) บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 จุด และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,625 จุด และ 1,645 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิถุนายนของไทย 2.สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ 3.ทิศทางเงินทุนต่างชาติ

 

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคการบริการและยอดขายบ้านมือสองเดือนมิถุนายน บันทึกการประชุมเฟด รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PPI และยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมของยูโรโซน ดัชนี CPI และ PPI เดือนมิถุนายนของจีน ตลอดจนดัชนี PPI เดือนมิถุนายนของญี่ปุ่น

 

เงินบาทกลับมาแข็งค่า

 

เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก และทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งซื้อสุทธิทั้งหุ้นและพันธบัตรไทย อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกและกลับไปอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และเงินเยน (ที่ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี) สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ถึงโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

 

เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก

 

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) อาจไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เนื่องจากตลาดตีความถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดว่าเป็นท่าทีในเชิง Dovish จากคำกล่าวที่ว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้ปรับตัวลงตลอดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด

 

ณ 3 กรกฎาคม 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในสัปดาห์ก่อนหน้า (26 มิถุนายน) สัปดาห์ระหว่างวันที่ 6 – 10 กรกฎาคม 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.70 – 33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories