×

ครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท ส่องสัญญาณ ‘บาทเสื่อมค่า’ ระยะยาว เหตุไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง

02.07.2026
  • LOADING...
ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

วันนี้เมื่อ 29 ปีที่แล้ว (2 กรกฎาคม 1997) คือวันที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศ ‘ลอยตัวค่าเงินบาท’ จนทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงจากระดับราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเหลือ 2.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยหลังจากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทก็ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนัก จากระดับที่ตรึงไว้ (ก่อนลอยตัว) ที่ราว 25 บาทต่อดอลลาร์ ไปสู่ระดับราว 56 บาทต่อดอลลาร์ ภายในเวลา 7 เดือน หรือในเดือนมกราคม 2541 (จุดอ่อนค่าสุดในประวัติศาสตร์)

 

กลับมาในปีปัจจุบัน ตั้งแต่ต้นปี ‘ค่าเงินบาท’ เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทาง ‘อ่อนค่า’ เช่นกัน โดยอ่อนค่าเกือบ 6% YTD ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และการกลับมา ‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ ของไทย ซึ่งบ่งบอกว่า ไทยกำลังเผชิญ ‘ภาวะเงินไหลออก’ มากกว่าเงินไหลเข้าสุทธิ

 

ด้านนักเศรษฐศาสตร์เตือน ‘การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ ของไทยรอบนี้อาจ ‘เรื้อรัง’ หรือดำเนินไปอีกสักระยะ นำไปสู่คำถามที่ว่า หากไทยเจอการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง เงินบาทจะเสื่อมค่าในระยะยาวหรือไม่

 

สถานการณ์ ‘การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ ของไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร

 

ปรานี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย​ (ธปท.) กล่าวว่า ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน อยู่ที่ขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤษภาคม ปรับตัวดีขึ้นจากเมษายน ที่ขาดดุลอยู่ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหนักสุดเป็นประวัติการณ์

 

ทั้งนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Balance) คือ ดุลบัญชีที่แสดงเงินที่ไหลเข้าออกประเทศนั้นๆ หรือผลรวมสุทธิของดุลการค้า ดุลบริการ (เช่นค่าท่องเที่ยว ค่าบริการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) รายได้ปฐมภูมิ (เช่น ผลตอบแทนการจ้างงาน และรายได้จากการลงทุน) และรายได้ทุติยภูมิ (เช่น เงินโอน)

 

ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1

 

ปรานีกล่าวต่อว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ภาพรวมการขาดดุลปรับตัวดีขึ้นเป็นเพราะดุลการค้าที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอตัวลงหลังจากมีการเร่งนำเข้าในเดือนก่อน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นอีกว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนนี้ควรจะออกมาดีกว่าที่เห็น หากไม่นับรวมปัจจัยเชิงฤดูกาลที่มีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลออกนอกประเทศ ซึ่งทำให้มีเงินทุนไหลออกถึงประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ปรานียังมองว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 3 ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การนำเข้าน้ำมันลดลง ที่จะไม่เร่งตัวขึ้นเหมือนช่วงที่ผ่านมา การพ้นช่วงฤดูกาลส่งกลับกำไรและเงินปันผล และไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 จะช่วยเพิ่มรายรับเข้าประเทศ

 

โดยธปท.คาดการณ์ว่า ภาพรวมของดุลบัญชีเดินสะพัดตลอดทั้งปีนี้จะอยู่ในระดับที่สมดุล หรืออาจจะติดลบเพียงเล็กน้อย

 

ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 2

 

เตือนไทยเสี่ยง ‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ เรื้อรัง!

 

อย่างไรก็ตาม เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของไทยมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอีกระยะ จากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมีสาเหตุและมุมมองที่สำคัญ ดังนี้

 

  • การนำเข้าจ่อสูงต่อเนื่อง: ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากไทยจำเป็นต้องนำเข้าอุปกรณ์และเครื่องจักร เพื่อการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI และ Data Center ทำให้ภาพรวมของการขาดดุลยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
  • การส่งออกฟื้นตัวแบบ K-Shaped: เนื่องจากการส่งออกของไทย มีการฟื้นตัวในลักษณะไม่ทั่วถึง (K-Shaped) ที่เติบโตเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี สวนทางกับสินค้าที่ไม่ได้อิงกับเทคโนโลยีกลับเติบโตได้ยาก และต้องเผชิญกับการกีดกันทางการค้าหรือกำแพงภาษี รวมไปถึงกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้ผลิตตอบความต้องการของตลาดคู่ค้าอีกแล้ว
  • รายได้การท่องเที่ยวและบริการเปลี่ยนไป: แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมา แต่ยังไม่เท่าช่วงก่อนโควิด-19 ในขณะเดียวกัน คนไทยก็ออกไปเที่ยวและใช้จ่ายในต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ดุลบริการสุทธิ (NET) ที่เคยบวกมากๆ มีแนวโน้มเกินดุลลดลง

 

นอกจากนี้ เกวลินยังกล่าวว่า ภาวะขาดดุลนี้จะเรื้อรังหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าการนำเข้าที่ทำให้เกิดการขาดดุล โดยหากประเทศนำเข้าสินค้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อ ‘ใช้แล้วหมดไป’ โดยไม่ได้นำไปแก้โจทย์เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ปัญหาการขาดดุลนี้ก็จะกลายเป็นภาวะเรื้อรัง

 

แต่ในทางกลับกัน หากการนำเข้าในระดับสูงเป็นการนำเข้าเทคโนโลยีเพื่อยกระดับผลิตภาพ (Productivity) หรือเพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกได้มากขึ้นในอนาคต การขาดดุลในลักษณะนี้ก็จะไม่น่ากังวลและไม่นำไปสู่ปัญหาเรื้อรัง

 

“หากโครงสร้างอุตสาหกรรมปัจจุบันดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กล่าวคือมีการนำเข้าแบบใช้แล้วหมดไปสูง หรือไม่ได้นำเข้ามาเพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง ไทยก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแบบเรื้อรัง” เกวลินกล่าว

 

‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ เรื้อรังกระทบ ‘เงินบาท’ อย่างไร

 

เกวลินอธิบายต่อว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะส่งผลให้เงินบาทเผชิญกับแรงกดดันให้ ‘อ่อนค่า’ ลงอยู่แล้วโดยธรรมชาติแล้ว เนื่องจาก การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหมายถึง ภาวะที่ประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ที่เข้าประเทศ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกสุทธิหรือมีเงินตราต่างประเทศไหลออกมากกว่าไหลเข้า

 

ดังนั้น หากปัญหาความสามารถในการแข่งขันและโครงสร้างอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับการแก้ไข การขาดดุลอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้

 

นอกจากนี้ เกวลินยังอธิบายเพิ่มเติมว่า อีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าในระยะนี้ มีสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ดูมีท่าที Hawkish ขึ้นทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจจะไม่รีบลดดอกเบี้ย และอาจมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้สกุลเงินเอเชียรวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลง

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยความเชื่อมโยงกับราคาทองคำที่ลดลง และความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่มีสงคราม ที่เงินบาทเริ่มมีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันมากขึ้นในทิศทางที่ผกผันกัน กล่าวคือ ‘ยิ่งราคาน้ำมันแพง เงินบาทก็จะยิ่งอ่อนค่าลง’ โดยส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันด้วย

 

ดังนั้น หากในอนาคตมีปัจจัยเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเข้ามาเสริม เช่น สหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ไทยยังพยายามคงดอกเบี้ยไว้ เงินบาทก็จะยิ่งเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นไปอีก

 

ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 3

 

KResearch ย้ำขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดวิกฤต แต่เป็น ‘โจทย์เชิงโครงสร้าง’ ที่ต้องเร่งแก้ไข

 

กระนั้น เกวลินย้ำว่า ในระยะใกล้ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ‘ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่เป็นวิกฤต’ เนื่องจากเงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยสามารถรองรับการนำเข้าได้ถึง 6-7 เดือน สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำทั่วไปที่ 3-4 เดือน นอกจากนี้ ไทยยังหันมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแบบมีการจัดการ (Managed Float) ซึ่งช่วยดูดซับความผันผวนได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว

 

ตามข้อมูลล่าสุดจากธปท. ระบุว่า เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิ (Net International Reserves) อยู่ที่ 305,444.29 ดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นับว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 11 เท่า จากระดับ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อมิถุนายนปี 2540

 

อย่างไรก็ตาม เกวลินกล่าวว่า ในระยะกลางและยาว ไทยควรเร่งแก้ ‘โจทย์เชิงโครงสร้าง’ ที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มการผลิตหรือส่งออกสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด การเพิ่มมูลค่าหรือรายได้จากการท่องเที่ยว เพื่อไม่สร้างแรงกดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

 

เปิดข้อเสนอแนะ รักษาเสถียรภาพ ป้องกันเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น

 

เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นซ้ำรอย เกวลินกล่าวว่า รัฐบาลควรเน้นสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ หรือพยายามให้เศรษฐกิจไทยโต พร้อมๆ กับการแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง

 

รวมทั้งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม เช่น ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Made in Thailand) สนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวเพื่อผลิตสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ตรงกับความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่ และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายต่อหัว (Spending per trip) สูงขึ้น ผ่านการจัดอีเวนต์ หรือมุ่งเน้นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Wellness & Medical Tourism)

 

นอกจากนี้รัฐบาล ‘ไม่ควรทำ’ นโยบายที่จะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) เช่น ต้องระวังการก่อหนี้หรือกู้เงินโดยไม่จำเป็น เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

 

ขณะที่ ธปท.ควรดำเนินมาตรการดูแลความผันผวนของค่าเงิน ป้องกันการเก็งกำไรที่ผิดปกติ และกระจายความเสี่ยงในการถือครองสินทรัพย์ของทุนสำรองระหว่างประเทศต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการอยู่แล้ว

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories