ประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2228 (ค.ศ.1685)
ประเด็นสำคัญ
ท่ามกลางบริบทโลกยุคใหม่ ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสกำลังต่อยอดสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยไทยจะเป็นประตูสู่เอเชียและอาเซียน เปิดรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-EU ปูทางสู่ OECD
เมื่อช่วงเดือน พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
ศุภจีเน้นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงสู่เอเชียและอาเซียน ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่
โดยปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปี ของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ
ในมุมมองด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ปูทางสู่ OECD
จากมุมมองด้านพาณิชย์ ไทยยึดหลักสำคัญ 3 ประการในการสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มาตรฐานและคุณภาพระดับสูง และ การเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างและสมดุลกับทุกฝ่าย
“ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะนั่นคือพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”
ในด้านมาตรฐานสากล ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล รวมถึงการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทย ในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรฐานสูง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ศุภจี กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

รุกเจรจา FTA ไทย-EU
ขณะเดียวกันกรอบการเจรจาคำนึงถึงความพร้อมของภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ ไทยยังตั้งเป้าหมายให้การเจรจารอบที่ 9 สามารถบรรลุผลในประเด็นที่มีความพร้อมและผลักดันประเด็นคงค้างต่างๆ ให้คืบหน้ามากที่สุด เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของการเจรจา และปูทางไปสู่การสรุปผลการเจรจาในระยะต่อไป
พร้อมทั้งได้ย้ำข้อกังวลของไทยในบางประเด็นที่มีมาตรฐานสูงและต้องคำนึงถึงสถานการณ์ ความพร้อม และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ขณะที่นายคริสตอฟ ฮันเซน แสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนให้การเจรจา FTA ไทย–EU มีความคืบหน้าโดยเร็ว
ทั้งนี้ EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันกว่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.58% ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออก 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาในประเด็นคงค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย 40%
ชูจุดแข็งไทย ‘ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย’
ศุภจี ยังเน้นย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ ‘ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย’ (Gateway to ASEAN and Asia) โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตกของภูมิภาค
จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น
ควบคู่กันนี้ รัฐบาลไทยยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
“ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับฝรั่งเศส บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความไว้วางใจ มาตรฐานระดับสูง และการเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างกับทุกฝ่าย” ศุภจี กล่าว
ผู้สื่อข่าว รายงานว่า รัฐบาลยังได้หารือ บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS เพื่อต่อยอดในการลงทุนระหว่างกัน
ชี้จังหวะแห่งการลงทุน EEC
ในการเยือน นายกรัฐมนตรี พบบริษัทชั้นนำและผู้นำภาคธุรกิจของฝรั่งเศสจำนวนมาก ซึ่งให้ความสนใจเข้าร่วมงาน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนฝรั่งเศสที่มีต่อประเทศไทย
โดยระบุว่า นี่เป็นจังหวะสำคัญเพราะเป็น ‘ช่วงเวลาต่อการเข้าการลงทุนในไทย’ (Moment to invest in Thailand) รวมทั้งศักยภาพของไทยในฐานะประตูสำคัญ สู่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกไทยมีความศักยภาพ
ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 4.2 พันล้านยูโร ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทฝรั่งเศสเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 725 ล้านยูโร พร้อมเชิญชวน 4 ด้าน

ชู Thailand FastPass ต่อยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- เชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ (MRO) อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง
- สร้างความมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาวในอนาคต
- ไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง โครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ลดระยะเวลาในการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจุดแข็งของประเทศไทยทั้งต้นทุนการแข่งขันได้ บุคลากรที่มีทักษะสูง พันธมิตรท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และการเข้าถึงเป็นประตูเชื่อมไปยังตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน และตลาดเอเชียด้วย
- การผลักดันความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป จะยิ่งเปิดโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย คือหลักฐานของความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เป็นสากลในทุกๆด้าน
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุ สถิติมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 2568 อยู่ที่ 160,194.20 ล้านบาท แบ่งเป็นการนำเข้า 93,819.34 ล้านบาท และการส่งออก 66,374.86 ล้านบาท คิดเป็นขาดดุลการค้า 27,444.49 ล้านบาท
ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 38,743.24 ล้านบาท แบ่งเป็นการนำเข้า 20,457.96 ล้านบาท และการส่งออก 18,285.28 ล้านบาท คิดเป็นขาดดุลการค้า 2,172.68 ล้านบาท
เปิด 5 อันดับสินค้านำเข้า-ส่งออกสูงสุด ไทย-ฝรั่งเศส
สินค้านำเข้า
- ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,066.11 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 7,450.05 ล้านบาท
- สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,010.18 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 7,427.09 ล้านบาท
- เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,919.11 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 10,358.69 ล้านบาท
- เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,750.72 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 5,832.05 ล้านบาท
- แผงวงจรไฟฟ้า มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,457.04 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 3,205.20 ล้านบาท
สินค้าส่งออก
- เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 4,355.52 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 9,150.27 ล้านบาท
- เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,430.91 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 7,990.07 ล้านบาท
- ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,193.25 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 3,450.02 ล้านบาท
- เลนส์ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,169.81 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 4,884.12 ล้านบาท
- อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,053.02 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 5,572.40 ล้านบาท

