×

ส่อง ‘สกุลเงินเอเชีย’ ครึ่งแรกปี 2026 ‘เงินบาท’ อ่อนค่าเป็นอันดับต้นภูมิภาค แนวโน้มระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?

01.07.2026
  • LOADING...
กราฟแท่งแสดงการเปลี่ยนแปลงค่าสกุลเงินเอเชียครึ่งแรกปี 2026 โดยเงินบาทอ่อนค่า 5.54%

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ค่าเงินบาท ‘อ่อนค่า’ เป็นอันดับต้นของภูมิภาค เป็นรองเพียงวอนเกาหลีใต้ และรูเปียห์อินโดนีเซีย ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นภายในประเทศ ด้านKrungthai GLOBAL MARKETS กาง 3 ฉากทัศน์แนวโน้มเงินบาทช่วงที่เหลือของปี พร้อมเตือนความเสี่ยง ‘คอมโบ’ เท่านั้น ที่เสี่ยงทุบเงินบาทแตะ 35-36 บาทต่อดอลลาร์

ดูภาพข่าว ▼ 

โดย ปรานี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ค่าเงินบาทเฉลี่ยมีการปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังส่งผลให้ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งด้วย

 

โดยปัจจัยที่ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  • ภาวะปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน (Risk-off sentiment) จากความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
  • การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด (FED) ที่ตลาดประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น และอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี

 

สรุปการเคลื่อนไหว ‘สกุลเงินเอเชีย’ ครึ่งแรกปี 2026

 

  • 🇺🇸ดัชนีดอลลาร์ แข็งค่า 2.92%
  • 🇨🇳 หยวนจีน แข็งค่า 2.88%
  • 🇻🇳 ดองเวียดนาม อ่อนค่า 0.04%
  • 🇲🇾 ริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่า 0.61%
  • 🇸🇬ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่า 0.69%
  • 🇭🇰 ดอลลาร์ฮ่องกง อ่อนค่า 0.77%
  • 🇯🇵 เยนญี่ปุ่น อ่อนค่า 3.75%
  • 🇵🇭 เปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่า 4.06%
  • 🇮🇳 รูปีอินเดีย อ่อนค่า 5.33%
  • 🇹🇭 บาทไทย อ่อนค่า 5.54%
  • 🇰🇷 วอนเกาหลีใต้ อ่อนค่า 7.22%
  • 🇮🇩 รูเปียห์อินโดนีเซีย อ่อนค่า 7.36%

 

Krungthai GLOBAL MARKETS กาง 3 ฉากทัศน์แนวโน้มเงินบาท

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าทิศทางค่าเงินบาทช่วงที่เหลือของปีนี้จะขึ้นอยู่กับแนวโน้มดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นหลัก โดยพูนได้แบ่งฉากทัศน์ (Scenario) ออกเป็น 3 กรณีหลักได้แก่

 

กรณีฐาน (Base Case) ของ Krungthai GLOBAL MARKETS: คาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ ไปจนถึงกลางปีหน้า และจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วงเดือนมิถุนายนและธันวาคมของปีหน้า เนื่องจากมองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และสัดส่วนของสินค้าและบริการที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นเริ่มมีน้อยลง ไม่ได้ขยายตัวเป็นวงกว้าง รวมทั้งไม่พบสัญญาณความตึงตัวของตลาดแรงงานหรือปัญหาการปรับขึ้นค่าจ้างจนดันให้ราคาสินค้าแพงขึ้นตาม (Wage-price spiral) เหมือนในปี 2022-2023 โดยในกรณีฐานนี้ คาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (USDTHB) ณ สิ้นปี 2026 จะอยู่ที่ระดับ 32.00 – 32.50 บาทต่อดอลลาร์

 

กรณีตามมุมมองตลาดปัจจุบัน: โดยปัจจุบันตลาดมองว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราวอีก 1-2 ครั้งในปีนี้ ก่อนจะเริ่มลดดอกเบี้ยลงในปีหน้า ซึ่งปัจจุบัน ตลาดรับรู้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งไปแล้ว และให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ที่ประมาณ 30% โดยในกรณีมุมมองตลาดนี้ เงินบาท (USDTHB) อาจมีความเสี่ยงอ่อนค่าไปแตะระดับ 33.50-33.75 บาทต่อดอลลาร์ได้ ณ สิ้นปี 2026

 

กรณี Fed แข็งกร้าวที่สุด (Hawkish): โดยหาก Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งตามคาดการณ์สูงสุดใน Dot Plot อาจส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 34.00 ไปจนถึงกรอบ 33.75-34.25 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี

 

พูนกล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาในช่วงที่เหลือของปีนี้คือ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐฯ เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ความตึงตัวของตลาดแรงงานและการเติบโตของค่าจ้าง ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของ Fed

 

นอกจากนี้ หากเกิดความกังวลจนมีการเทขายกลุ่มหุ้น AI จะทำให้เกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอาจมีการเทขายทองคำ ซึ่งล้วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าด้วย

 

เงินบาทมีโอกาสแตะ 35 – 36 บาทต่อดอลลาร์?

 

พูนยังกล่าวอีกว่า เงินบาทยังสามารถอ่อนค่ารุนแรงไปแตะระดับ 35 – 36 บาทต่อดอลลาร์ได้ ในกรณีที่เจอปัจจัยเชิงลบทั้งภายนอกและภายในประเทศเกิดขึ้นพร้อมกันเป็น ‘คอมโบ้’ (Combo) ทั้ง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย สงครามยืดเยื้อจนกระทบปัจจัยพื้นฐาน ภาคการท่องเที่ยวของไทยอาจไม่ฟื้นตัวตามที่คาดหวังไว้ และการเผชิญปัญหาความเชื่อมั่นภายในประเทศ ที่เข้ามากระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงหากไทยถูกปรับลดความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Downgrade) ที่ปัจจุบันมีการประเมินถึงความเสี่ยงนี้จากบางสำนัก โดยหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักได้

 

เตือนปีนี้บาท ‘ผันผวน’ มากขึ้น

 

พูนกล่าวต่อว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทในปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยปีที่แล้วมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ต่อปี แต่ในปีนี้ค่าเฉลี่ยความผันผวนปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10% ต่อปี

 

โดยพูนมองว่า สาเหตุที่ความผันผวนสูงขึ้นมาจากความไม่แน่นอนหลายปัจจัย เช่น ไม่รู้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด หรือทิศทางนโยบายของ Fed จะเป็นอย่างไร ทำให้ทิศทางของค่าเงินบาทสามารถแกว่งตัวไปได้ทั้ง 2 ด้าน ผู้พูดจึงเน้นย้ำว่า ท่ามกลางเทรนด์ที่ผันผวนสูงเช่นนี้ ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปควรใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Options เข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยง

 

ทั้งนี้ การประกันค่าเงิน (Options) คือการซื้อสิทธิที่จะซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศในอนาคต โดยได้ตกลงอัตราแลกเปลี่ยน จำนวนเงิน และระยะเวลาไว้ล่วงหน้า นับเป็นการปิดความเสี่ยงขาดทุน แต่ก็ปิดโอกาสการทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

เปิดคำแนะนำสำหรับผู้ส่งออก นำเข้า และประชาชนทั่วไป

 

พูนกล่าวต่อว่า สำหรับผู้ส่งออกเชื่อในทิศทางกรณีฐาน (Base Case) ที่ประเมินว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในอนาคต ผู้ส่งออกควรอาศัย ‘จังหวะที่เงินบาทอ่อนค่า’ ในการปิดความเสี่ยงหรือล็อกอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้

 

สำหรับผู้นำเข้า กลยุทธ์จะแบ่งตามมุมมองที่มีต่อนโยบายของ Fed หากเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ย ผู้นำเข้าสามารถ ‘รอได้’ เพื่อรอให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าแล้วค่อยทำธุรกรรม แต่ในทางกลับกัน หากมีความกังวลหรือเชื่อว่า Fed อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปได้อีก ก็ต้องใช้เครื่องมือวางกลยุทธ์

 

สำหรับประชาชนทั่วไปและบุคคลธรรมดา ยังสามารถเข้าถึงเครื่องมือในตลาด TFEX (Thailand Futures Exchange) เช่น ฟิวเจอร์ส (Futures) หรือ ออปชัน (Options) เพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน

 


 

 

กราฟแท่งแสดงการเปลี่ยนแปลงค่าสกุลเงินเอเชียครึ่งแรกปี 2026 โดยเงินบาทอ่อนค่า 5.54% 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories