EECO เดินหน้าพัฒนา EEC สองมิติ ปักหมุดฐานผลิต EV ควบคู่ปั้น ‘เมืองกาแฟ’ จับมือ ‘เขาช่อง-มรภ.ราชนครินทร์’ สร้างต้นแบบพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ EEC ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจฐานราก โดยเปิดเวที EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 2 : เวทีเสวนายานยนต์แห่งอนาคต ระดมผู้บริหารภาคยานยนต์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ พร้อมผลักดันพื้นที่ EEC สู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภูมิภาค ควบคู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยและ EEC มีศักยภาพเป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่
“EECO จะเดินหน้าเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตบุคลากร ไปจนถึงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยให้สามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ให้ได้”
ขณะที่ ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO ระบุว่า EEC มีความพร้อมก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิต EV ของภูมิภาค จากฐานอุตสาหกรรมเดิมที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุน และถือเป็นโอกาสทองจากการปรับห่วงโซ่อุปทานโลกภายใต้นโยบาย China+1 ในการดึงดูดการลงทุน
ภายในงานยังมีผู้บริหารจาก BYD, SAIC Motor-CP, Toyota และ BMW ประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การลงทุน
โดยเห็นตรงกันว่าการพัฒนา EV ต้องเดินควบคู่กับการรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม การพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน กำลังคน และการสนับสนุนจากภาครัฐ

นอกจากนี้ EECO ยังเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) จังหวัดฉะเชิงเทรา และบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด พัฒนาโมเดลเมืองกาแฟภายใต้แนวคิด ‘จากเมล็ดกาแฟสู่โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน’ เพื่อยกระดับกาแฟแปดริ้วสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร
ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน สายงานพื้นที่และชุมชน สกพอ. เผยว่า แนวทางการพัฒนา EEC จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนและการพัฒนาคน ก่อนนำร่องไปสู่การต่อยอดในโครงการการยกระดับมูลค่ากาแฟแปดริ้วด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy City)
ขณะที่ รศ. ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า ฉะเชิงเทรามีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทรัพยากรเดิม ทั้งภาคเกษตร อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น
โดยกาแฟแปดริ้วสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การเปิดร้านกาแฟ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร มรร. ได้อย่างดี
ส่วนอาวิทธ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้บริหาร บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในฐานะแบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี เขาช่องมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพโดยอาศัยศักยภาพของคนไทย วัตถุดิบไทย
ความร่วมมือดังกล่าว จึงเป็นตัวอย่างของโมเดลการพัฒนาแบบ Public-Private Partnership (PPP) ที่ไม่ได้วัดผลสำเร็จจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน องค์ความรู้ อาชีพ และโอกาสเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของพื้นที่ EEC ได้ยั่งยืนในระยะยาว

