‘จุลพันธ์’ เปิดแผนเคลียร์หนี้ รัฐค้างสมทบประกันสังคม ตั้งงบปี 2570 จ่ายเพิ่ม 7.2 พันล้านบาท ตั้งเป้าปิดยอดค้างภายในปี 2574 ย้ำรัฐบาลเพิ่มงบแรงงานกันไว้ชำระหนี้ประกันสังคม แม้งบตึงตัว
รัฐบาลเดินหน้าลดภาระเงินค้างสมทบกองทุนประกันสังคม โดยเตรียมตั้งงบประมาณปี 2570 ชำระเพิ่มเติม 7,217 ล้านบาท พร้อมวางแผนทยอยชำระปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท ตั้งเป้าลดยอดค้างจากกว่า 1 แสนล้านบาทในอดีตให้แล้วเสร็จภายในปี 2574
วันนี้ (29 มิถุนายน) ที่รัฐสภา จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถามเป็นหนังสือของ ชินโชติ แสงสังข์ สมาชิกวุฒิสภา ชี้แจงถึงแผนการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนที่รัฐบาลค้างชำระว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นภาระสะสมมายาวนานกว่า 20 ปี
จุลพันธ์กล่าวว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน รัฐบาลมียอดค้างชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมราว 100,000 ล้านบาท ก่อนที่การบังคับใช้พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จะกำหนดให้ภาครัฐต้องจัดทำแผนทยอยชำระภาระค้างดังกล่าวภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสม
นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562-2568 รัฐบาลได้ทยอยชำระเงินคงค้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2568 ยอดค้างชำระลดลงเหลือ 48,000 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อชำระเพิ่มเติม ทำให้คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2569 จะเหลือยอดค้างประมาณ 42,600 ล้านบาท
สำหรับปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณสมทบกองทุนประกันสังคมประจำปีจำนวน 58,680 ล้านบาท และจัดสรรงบเพิ่มเติมอีก 7,217 ล้านบาท เพื่อชำระยอดค้าง ส่งผลให้คาดว่าสิ้นปี 2570 ยอดค้างจะลดลงเหลือประมาณ 35,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตามเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กระทรวงแรงงานได้รับการจัดสรรงบประมาณรวม 72,748.8 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้จัดสรรให้สำนักงานประกันสังคม 66,867.1 ล้านบาท
ตั้งเป้าปิดยอดค้างภายในปี 2574
จุลพันธ์เปิดเผยว่า รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงบประมาณและสำนักงานประกันสังคม เพื่อกำหนดแผนทยอยชำระยอดค้างที่เหลือทั้งหมดภายในปี 2574 โดยจะจัดสรรงบประมาณชำระคืนเฉลี่ยปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าที่ผ่านมาเคยมีการประกาศเป้าหมายลักษณะเดียวกันหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ยอดค้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในกรอบเวลาที่กำหนด แม้ด้วยข้อจำกัดของระบบงบประมาณอาจทำให้ยอดค้างไม่สามารถลดลงเหลือศูนย์ได้ทันที เนื่องจากรอบเวลาการจัดทำงบประมาณของภาครัฐ
“ขอเรียนตามตรงครับ ผมกับท่านชินโชติ ก็อยู่ในแวดวงนี้ ผมเองก็อยู่ในรัฐสภามาประมาณ 20 ปี คำว่าแผนจะชำระคืนภายในปีไหน เข้าใจว่าเราได้ยินกันมาหลายครั้ง แล้วผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนมาบอกท่านว่ามีแผนจะชำระคืนให้ภายในปี 2574 ที่ผ่านมาเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ผมคุ้นๆ ว่ามีแผนจะชำระคืนให้ทันภายในปี 2571 หรือ 2572 ด้วยซ้ำ
แต่ที่ผ่านมาผมก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล ในเรื่องเม็ดเงินส่วนนี้ และท่านรัฐมนตรีภราดร ปริศนานันทกร ซึ่งดูแลในเรื่องงบประมาณ ได้รับทราบถึงเรื่องเม็ดเงินในส่วนนี้เช่นเดียวกัน
ผมเองในฐานะรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ผมขอยืนยันผ่านท่านประธานไปยังท่านชินโชติว่า ครั้งนี้รัฐบาลมีความตั้งใจจริงๆ ที่จะรักษาคำมั่นที่ให้กับท่าน และผมจะทำให้ได้ โดยจะทำให้เม็ดเงินที่เป็นหนี้สินลดลงให้ได้มากที่สุดภายในปี 2574 ซึ่งโดยสภาพกลไกของรัฐอาจจะยังไม่สามารถทำให้เม็ดเงินในส่วนนี้กลายเป็น 0 ได้ เพราะกลไกการตั้งงบประมาณของรัฐมีความเหลื่อมเรื่องเวลา
อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้สามารถที่จะลดลงได้ และภาระหนี้สินที่ยังคงค้างอยู่จะไม่พุ่งขึ้นไปถึง 30,000 – 40,000 ล้านบาทอย่างเช่นปัจจุบัน” นายจุลพันธ์กล่าว
เพิ่มงบแรงงานกันไว้ชำระหนี้ประกันสังคม แม้งบตึงตัว
จุลพันธ์กล่าวว่า แม้ปีงบประมาณ 2570 หลายกระทรวงจะได้รับการปรับลดงบประมาณจากข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง แต่กระทรวงแรงงานกลับได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยสาระสำคัญของงบที่เพิ่มขึ้นเป็นการกันวงเงินไว้เพื่อทยอยชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่รัฐบาลค้างชำระ
จุลพันธ์ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำเงินกลับคืนสู่กองทุนประกันสังคม แม้กรอบวงเงินงบประมาณโดยรวมจะไม่ขยายตัวและภาระรายจ่ายประจำของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าลดภาระหนี้ค้างดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตามแผนที่กำหนดไว้
“เพราะว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถึงแม้ว่ากรอบวงเงินงบประมาณจะไม่เติบโต ถึงแม้ว่างบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่ายประจำจะเพิ่มมากขึ้น เราก็ยังไม่ละเลยในการที่จะต้องเอาเม็ดเงินกลับไปยังผู้ประกันตนตามที่เรามีภาระที่จะต้องดำเนินการ” จุลพันธ์กล่าว

