ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ภาพจำของตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยจะสดใสมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคลินิกเสริมความงามตามย่านธุรกิจใจกลางเมืองหรือร้านเล็กๆ ในย่านชานเมือง ผู้หญิงไทยไม่เคยคิดหยุดสวยและการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น ‘สินค้าฟุ่มเฟือย’ กลายเป็นบริการที่คนจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นการลงทุนในตนเอง
สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี รายงานว่า ภาพรวมตัวเลขปีที่ผ่านมา ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท เติบโตเพียง 2.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งช้ากว่าช่วง 2–3 ปีก่อนหน้าที่เคยเห็นการเติบโตในระดับราว 4% ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าตัวเลขยอดขายเพียงอย่างเดียว เพราะมันเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างของดีมานด์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
เช่นเดียวกับผลสำรวจจาก Health & Wellness Survey ปี 2024 รายงานว่า คลินิกขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขา และโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่ให้บริการเครื่องยกกระชับราคาสูง พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยเฉพาะวัยทำงานยินดีจ่ายในการทำหัตถการระดับ 1-3 หมื่นบาทขึ้นไป
รัตมา กำธรเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายด้านธุรกิจ บริษัท วอนเทค เอเชีย จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เซ็กเมนต์นี้ยังคงความแข็งแกร่งคือการปรับนิยามของผู้บริโภคบางกลุ่ม ที่ไม่มองบริการความงามเป็นเพียงการเติมความสวยตามแฟชั่น
แต่เป็นการลงทุนในตัวเอง เพื่อผลตอบแทนเชิงสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มโอกาสทางอาชีพ การเสริมความมั่นใจในหน้าที่การงาน และการรักษาภาพลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่วัดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้โดยตรง แต่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก และกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้มักพร้อมจ่ายแม้ในสภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน เพราะมองเห็นผลประโยชน์ระยะยาว
ที่ผ่านมาผู้ขับเคลื่อนหลักของตลาดส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยทำงาน แต่ปัจจุบันผู้หญิงกลุ่มนี้เริ่มชะลอการใช้จ่ายบางประเภทของบริการความงาม แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มผู้ชายกลับเริ่มหันมาใส่ใจการดูแลตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีศักยภาพทางการเงินและมีความต้องการดูแลตนเอง จึงทำให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยน
อีกปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจของผู้บริโภคคือการเข้าถึงข้อมูลที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรีวิวจากผู้ใช้จริง บทความทางการแพทย์ หรือการให้ข้อมูลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความชัดเจนทางข้อมูลช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อไม่แน่นอน ผู้บริโภคมองหาความแน่นอนและผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ก่อนจะลงทุนบริการที่มีมูลค่าสูง
เมื่อมองลึกลงไปในประเภทบริการ พบว่ากลุ่ม non-surgical หรือบริการที่ไม่ต้องผ่าตัดได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว ฟื้นตัวเร็ว ความเสี่ยงต่ำ และสามารถกลับไปทำงานได้ทันที บริการประเภทนี้จึงได้รับการยอมรับในวงกว้าง
จึงเป็นโอกาสให้ WONTECH ASIA, THAILAND ผู้ผลิตนำเข้าเทคโนโลยีเวชศาสตร์ความงามจากเกาหลีใต้ ที่เพิ่งเข้ามาทำการตลาดในไทยกว่า 2 ปี มีผลประกอบการสะสมกว่า 1,000 ล้านบาท พอร์ตการขายเติบโต 39% และสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดในเซ็กเมนต์เครื่องยกกระชับด้วยคลื่นความถี่วิทยุได้ประมาณ 40%
นอกจากนี้ยังตอกย้ำว่าบางเซ็กเมนต์ยังคงเติบโตแม้ภาพรวมจะชะลอตัว ยกตัวอย่างหมวด Oligio Series ที่สามารถสร้างสถิติการยิงชอตได้ 150 ล้านชอตและมียอดติดตั้งกว่า 1,000 เครื่องทั่วประเทศ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทั้งความต้องการที่เพิ่มขึ้นและการขยายเครือข่ายคลินิกอย่างรวดเร็ว โดยรายได้จากไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 39% ของรายได้รวมบริษัท
แม้ตลาดยังมีโอกาสโตสูง แต่ผู้ประกอบการทั้งคลินิกและผู้ผลิตเทคโนโลยีจำเป็นต้องปรับตัวทั้งในเชิงผลิตภัณฑ์ บริการ และการสื่อสารกับผู้บริโภค คลินิกอาจต้องพัฒนาข้อเสนอที่ยืดหยุ่น เช่น แพ็กเกจหรือช่องทางผ่อนชำระ ให้เข้าถึงกลุ่มวัยทำงานที่กำลังซื้อผันผวนได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกันการลงทุนในฝึกอบรมบุคลากร การรับรองคุณภาพ และการสื่อสารข้อมูลเชิงวิชาการที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มเป้าหมายด้วยเช่นกัน

