ในวงการเทคโนโลยี ไม่บ่อยนักที่บริษัทผู้พัฒนาจะออกมาบอกเองว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ‘ทรงพลังเกินกว่าจะปล่อยให้คนทั่วไปใช้’ แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Mythos ปัญญาประดิษฐ์ตัวใหม่ของ Anthropic ก่อนที่เรื่องราวจะพลิกผันจนกลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกว่าด้วยอำนาจของรัฐเหนือเทคโนโลยี AI
ประเด็นสำคัญ
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา Anthropic บริษัทผู้พัฒนา AI ชื่อดังเจ้าของแชตบอต Claude ต้องปิดการเข้าถึงโมเดล AI ระดับสูงสุด 2 ตัวคือ Mythos 5 และ Fable 5 สำหรับลูกค้าทุกราย หลังได้รับคำสั่งควบคุมการส่งออก (export control directive) จากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สั่งห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติทั้งในและนอกสหรัฐฯ เข้าถึงโมเดลเหล่านี้ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
เพราะคำสั่งครอบคลุมกว้างถึงขั้นที่พนักงานต่างชาติของ Anthropic เองก็เข้าข่าย บริษัทจึงตัดสินใจปิดการเข้าถึงทั้ง 2 โมเดลสำหรับลูกค้าทุกคนเพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามกฎอย่างครบถ้วน ขณะที่โมเดลอื่นๆ ของบริษัทยังใช้งานได้ตามปกติ
นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของการที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงการแข่งขันด้าน AI และเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งที่รัฐบาลจะใช้มาตรการลงโทษรุนแรงกับบริษัทชั้นนำของตัวเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
| รู้จัก Mythos โมเดล AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่กำลังสร้างความกังวล 13 เม.ย. 2569 | 14:30 |
| OpenAI พลาดเป้ารายได้-ผู้ใช้ ChatGPT เสียส่วนแบ่งตลาดให้ Anthropic และ Google CFO กังวลเงินอาจไม่พอจ่ายค่า Data Center 29 เม.ย. 2569 | 8:58 |
| จริยธรรมหรือการทรยศ? เบื้องหลังการประกาศ ‘บัญชีดำ’ Anthropic 1 มี.ค. 2569 | 10:25 |
Mythos คืออะไร และทำไมถึงถูกมองว่าอันตราย
Claude Mythos Preview เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ในฐานะโมเดล AI อเนกประสงค์ที่ Anthropic ระบุว่ามีความสามารถเหนือกว่าโมเดลรุ่นก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญในหลายด้าน ทั้งการเขียนโค้ดและการให้เหตุผล แต่จุดที่ทำให้มันกลายเป็นที่จับตาทั้งวงการเทคโนโลยี การเงิน และรัฐบาล คือความสามารถด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
Anthropic อธิบายว่า โมเดล AI บางตัวพัฒนาความสามารถด้านการเขียนโค้ดไปถึงระดับที่เอาชนะมนุษย์เกือบทุกคน ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงสุด ในการค้นหาและเจาะช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ และ Mythos ก็ทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งมนุษย์
หัวใจสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการหาช่องโหว่ประเภท ‘zero-day’ ซึ่งหมายถึงจุดบกพร่องที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ยังไม่เคยรู้มาก่อน ชื่อนี้สื่อความหมายว่านักพัฒนามีเวลา ‘ศูนย์วัน’ ในการแก้ไขปัญหา ช่องโหว่ประเภทนี้จึงเป็นเหมือนขุมทรัพย์สำหรับแฮกเกอร์ เพราะเปิดช่องให้บุกเข้าระบบที่เปราะบางได้อย่างอิสระ
ตามข้อมูลของ Anthropic Mythos Preview ค้นพบช่องโหว่ zero-day ระหว่างการทดสอบไปแล้วหลายพันจุด รวมถึงในระบบปฏิบัติการหลักและเว็บเบราว์เซอร์หลักทุกตัว บริษัทถึงกับเรียกความสามารถนี้ว่าเป็นการพัฒนาครั้งใหญ่ โดยช่องโหว่บางส่วนที่ Mythos เจอนั้นรอดพ้นการตรวจสอบของมนุษย์มานานหลายทศวรรษและผ่านการทดสอบความปลอดภัยอัตโนมัตินับล้านครั้ง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ช่องโหว่อายุ 27 ปีใน OpenBSD ระบบปฏิบัติการที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัยที่สุดตัวหนึ่งของโลก นับตั้งแต่เปิดตัว มีการใช้ Mythos ค้นพบช่องโหว่ร้ายแรงไปแล้วกว่า 10,000 จุด ตามที่ Anthropic ระบุเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ Mythos ยังสามารถเปลี่ยนช่องโหว่ที่รู้กันอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้กลายเป็น ‘เครื่องมือโจมตี’ (exploit) ที่แฮกเกอร์ใช้บุกรุกเครือข่ายได้ ครั้งหนึ่งมันสามารถร้อยเรียงช่องโหว่หลายจุดใน Linux kernel ซึ่งเป็นแกนกลางของระบบปฏิบัติการที่รันเซิร์ฟเวอร์อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ของโลก เข้าด้วยกันจนเปิดทางให้ผู้โจมตียึดเครื่องได้อย่างสมบูรณ์ ในการทดสอบอีกครั้ง ผู้ใช้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสั่งให้ Mythos หาวิธีควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกลข้ามคืน และตื่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นก็พบเครื่องมือโจมตีที่ใช้งานได้จริงรออยู่แล้ว
สิ่งที่ทำให้ Anthropic กังวลไม่แพ้กันคือพฤติกรรมของโมเดลในบางครั้ง บริษัทระบุว่าแม้ Mythos จะมีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ในระดับสูง แต่ในบางกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เมื่อมันทำงานผิดพลาดหรือมีพฤติกรรมแปลกไป บริษัทก็พบว่ามันทำสิ่งที่ ‘น่ากังวลอย่างยิ่ง’
ตัวอย่างหนึ่งคือ เมื่อนักวิจัยลองสั่งให้ Mythos รุ่นแรกหาทางหนีออกจาก ‘แซนด์บ็อกซ์’ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่ถูกตัดขาดจากระบบอื่นเพื่อกักให้โมเดลทำงานในพื้นที่ปิด แล้วให้หาทางส่งข้อความกลับมาหานักวิจัย ปรากฏว่าโมเดลทำสำเร็จ แต่กลับไม่หยุดแค่นั้น เพราะมันลงมือทำสิ่งที่เลยกว่าคำสั่ง ด้วยการสร้างชุดเครื่องมือเจาะระบบหลายขั้นตอนเพื่อเปิดทางเชื่อมต่อออกสู่อินเทอร์เน็ตด้วยตัวเอง
ความเสี่ยงที่ว่าเครื่องมือระดับนี้อาจหลุดไปอยู่ในมือคนผิดก็ไม่ใช่แค่ทฤษฎี เพราะในเดือนเมษายน มีกลุ่มผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจำนวนหนึ่งในฟอรัมออนไลน์ส่วนตัวสามารถเข้าถึง Mythos ได้ ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวและเอกสารที่ Bloomberg ตรวจสอบ ซึ่งทำให้เห็นว่าความกังวลเรื่องการรั่วไหลของเทคโนโลยีระดับนี้มีมูลความจริง
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยภายนอกยังไม่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงเพื่อตรวจสอบคำกล่าวอ้างเรื่องประสิทธิภาพของ Mythos อย่างเป็นอิสระ กัง หวัง รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ระบุว่าเป็นเรื่องยากที่จะประเมินความสำคัญของ Mythos Preview หากไม่ได้ลองทดสอบด้วยตัวเองมากกว่านี้
Project Glasswing การปล่อยแบบจำกัดวงให้เฉพาะพันธมิตรที่ไว้ใจได้ด้วยความกังวลว่าหากเครื่องมือทรงพลังขนาดนี้ตกไปอยู่ในมือคนผิด อาจช่วยให้ผู้โจมตีขโมยข้อมูลหรือก่อกวนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้ง่ายขึ้น Anthropic จึงเลือกไม่ปล่อย Mythos สู่สาธารณะ แต่ปล่อยให้เฉพาะองค์กรพันธมิตรที่ผ่านการคัดกรองเท่านั้น ภายใต้โครงการที่เรียกว่า Project Glasswing
ชื่อ Glasswing มาจากผีเสื้อชนิดหนึ่งที่มีปีกใส ซึ่งช่วยให้มันซ่อนตัวได้แม้อยู่ในที่โล่งแจ้ง โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายน โดยมีสมาชิกหลักเป็นบริษัทเทคโนโลยีและการเงินระดับโลก ทั้ง Amazon, Apple, Google, Microsoft, Nvidia, Palo Alto Networks, CrowdStrike, Broadcom, Cisco, JPMorganChase และ Linux Foundation องค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ก่อนจะขยายไปยังองค์กรอื่นอีกราว 40 แห่ง
ต่อมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน Anthropic ขยาย Project Glasswing เพิ่มอีก 150 องค์กร ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ราว 200 องค์กร แม้บริษัทจะไม่เปิดเผยรายชื่อผู้เข้าร่วมรายใหม่ แต่ระบุว่าเป็นกลุ่มบริษัทและองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ผลิตโค้ดโปรแกรมสำคัญสำหรับใช้งานในวงกว้าง
แนวคิดเบื้องหลังคือการนำความสามารถของ Mythos มาใช้เพื่อ ‘การป้องกัน’ หลายบริษัทมีการทำสิ่งที่เรียกว่า penetration exercise อยู่แล้ว ซึ่งคือการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาเจาะระบบของตัวเองเพื่อหาจุดบกพร่องและแก้ไขก่อนที่แฮกเกอร์จะเข้าได้ Mythos จะช่วยเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น ทำให้หาช่องโหว่ได้มากขึ้นและปิดโอกาสการโจมตีได้แคบลง จนถึงปัจจุบัน องค์กรที่ใช้ Mythos รายงานว่าพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยร้ายแรงในระบบของตัวเองไปแล้วมากกว่า 10,000 จุด

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น 9 มิถุนายน เมื่อ Anthropic เปิดตัว Fable 5 ซึ่งเป็นโมเดลระดับเดียวกับ Mythos ที่บริษัทเรียกว่าระดับ ‘Mythos-class’ สู่สาธารณะเป็นครั้งแรก โดย Fable 5 มาพร้อมกับมาตรการป้องกัน (guardrails) ที่ปิดกั้นการตอบคำถามในด้านที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์และชีววิทยา ในกรณีเหล่านั้น แชตบอต Claude จะเปลี่ยนเส้นทางไปใช้โมเดลอีกตัวคือ Opus 4.8 ตอบแทน
ขณะเดียวกัน Anthropic ก็ปล่อยโมเดลตัวเดียวกันในเวอร์ชันที่ไม่มีมาตรการป้องกันบางส่วน ในชื่อ Mythos 5 ให้กับกลุ่มที่อยู่ใน Project Glasswing ใช้งาน ในการทดสอบ Fable 5 บริษัทระบุว่าได้จัดโครงการ bug bounty ให้นักวิจัยภายนอกมาหาวิธีเจาะระบบ และในการทดสอบกว่า 1,000 ชั่วโมง ทีมเจาะระบบไม่พบช่องทาง jailbreak ที่ใช้ได้ในวงกว้างเลย
คำสั่งบล็อกและสงครามที่ปะทุระหว่าง Anthropic กับรัฐบาล
แม้ Anthropic จะใช้มาตรการป้องกันอย่างรอบคอบ แต่รัฐบาลทรัมป์ก็ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ให้บริษัทกันโมเดลขั้นสูงสุดออกจากมือชาวต่างชาติทั้งหมด ทั้งในและนอกสหรัฐฯ โดย Anthropic เชื่อว่ารัฐบาลออกคำสั่งนี้หลังพบว่ามีวิธี ‘jailbreak’ หรือการเจาะผ่านมาตรการป้องกันของ Fable 5 ซึ่งปกติจะออกแบบมาไม่ให้โมเดลถูกนำไปใช้ค้นหาช่องโหว่ของซอฟต์แวร์
ฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ส่งจดหมายถึง ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ระบุว่าโมเดล Fable 5 และ Mythos 5 อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกแล้ว นั่นหมายความว่าการใช้งานโดยลูกค้านอกสหรัฐฯ และชาวต่างชาติภายในสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องต้องห้าม
Anthropic แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างชัดเจน โดยระบุว่ารัฐบาลให้เพียง ‘หลักฐานทางวาจาเกี่ยวกับ jailbreak ที่อาจเกิดขึ้นในวงแคบและไม่ครอบคลุมทุกกรณี’ บริษัทยืนยันว่าไม่เห็นด้วยที่การค้นพบช่องทาง jailbreak เล็กๆ จะเป็นเหตุให้ต้องระงับการใช้งานโมเดลเชิงพาณิชย์ที่ให้บริการแก่ผู้คนหลายร้อยล้านคน
บริษัทยังเชื่อว่าเรื่องนี้เป็น ‘ความเข้าใจผิด’ และระบุว่า การวิจัยเรื่อง jailbreak ที่เป็นต้นเหตุนั้น เป็นผลงานของนักวิจัยจาก Amazon ที่ใช้ชุดคำสั่งให้โมเดลของ Anthropic เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ความปลอดภัยจำนวนเล็กน้อย ซึ่ง Anthropic ตรวจสอบแล้วพบว่าช่องโหว่เหล่านั้นค่อนข้างเรียบง่าย และโมเดลอื่นๆ ที่เปิดให้ใช้ทั่วไปก็สามารถค้นพบได้เช่นกันโดยไม่ต้องเจาะระบบ

เคที มูซูริส ซีอีโอบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Luta Security ที่ได้เห็นรายงานดังกล่าว ให้ความเห็นว่าข้อมูลที่โมเดลให้ในรายงานนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายป้องกันเครือข่ายมากกว่าฝ่ายโจมตีเสียอีก “ใครที่ทำเนียบขาวเป็นคนประเมินเรื่องนี้แล้วคิดว่ามันเป็นภัยคุกคาม” เธอตั้งคำถาม พร้อมมองว่านี่เป็นการตอบสนองที่เกินเหตุ เพราะเป็นการป้อนคำสั่งแบบที่ฝ่ายป้องกันทำกันเป็นปกติ
อย่างไรก็ตาม ฝั่งรัฐบาลก็มีจุดยืนของตัวเอง เคิร์สเตน เดวีส์ หัวหน้าฝ่ายสารสนเทศของกระทรวงกลาโหม โพสต์บนแพลตฟอร์ม X สนับสนุนการให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติ โดยมองว่าความมั่นคงของประเทศสำคัญกว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจ ยอดคลิก หรือมูลค่าบริษัทก่อนเข้าตลาดหุ้น พร้อมย้ำว่า “อเมริกาต้องมาก่อนเสมอ”
ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ระหว่าง Anthropic กับรัฐบาล ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายแตกหักมาตั้งแต่ต้นปี หลัง Anthropic ปฏิเสธไม่ให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้โมเดล AI ของบริษัทในการสอดส่องภายในประเทศและระบบอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ รัฐบาลตอบโต้ด้วยการขึ้นบัญชีดำ Anthropic ในฐานะความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นป้ายที่แต่เดิมสงวนไว้สำหรับศัตรูของชาติ จน Anthropic ต้องฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์เพื่อขอให้ยกเลิกการขึ้นบัญชีดำ และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ Anthropic กำลังเดินหน้าสู่การเสนอขายหุ้น IPO โดยบริษัทยื่นเอกสารแบบเป็นความลับเมื่อเดือนก่อน นำหน้าคู่แข่งอย่าง OpenAI ในการแข่งขันเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่มูลค่าบริษัทแตะระดับเกือบ 9.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.79 ล้านล้านบาท)
บทเรียนระดับโลกว่าด้วยการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ และปุ่มหยุดการทำงาน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Anthropic อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั่วโลก ในประเด็นว่าด้วยความเสี่ยงของการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ
ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเคยระบุว่าความเป็นผู้นำด้าน AI ของสหรัฐฯ จะถูกสร้างขึ้นบนการส่งออกเทคโนโลยีอเมริกัน เพื่อทำให้มันกลายเป็นมาตรฐานของโลก
แต่การที่แม้แต่พันธมิตรใกล้ชิดอย่างสหราชอาณาจักรก็อาจถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีนี้ได้ และการเปิดเผยว่าการส่งออกเหล่านี้มาพร้อม ‘ปุ่มหยุดการทำงาน’ (kill-switch) ที่รัฐบาลควบคุมได้ ย่อมสั่นคลอนความเชื่อมั่นในแผนการดังกล่าว
ดีน บอลล์ อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่มีส่วนร่วมในการร่างแผนปฏิบัติการด้าน AI ระบุว่าคำสั่งนี้ส่อว่าผู้ที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันทั้งหมดจะถูกจำกัดการใช้โมเดลล่าสุดของ Anthropic รวมถึงคนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ด้วย “นี่หมายความว่าคุณควรเตรียมตัวต้องพิสูจน์สัญชาติของตัวเองเพื่อใช้โมเดลของ Anthropic” บอลล์ระบุ
ประเด็นนี้ยังกระทบถึงตัวพนักงานของ Anthropic เอง โดยบุคลากรสำคัญหลายคน รวมถึงผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง คริส โอลาห์, นักวิจัย AI อย่าง อังเดรจ คาร์พาที และนักปรัชญาอย่าง อแมนดา แอสเคลล์ ต่างเกิดนอกสหรัฐฯ แม้ Reuters จะไม่สามารถระบุสถานะสัญชาติของพวกเขาได้ และโฆษกของ Anthropic ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าพนักงานเหล่านี้จะสูญเสียสิทธิ์การเข้าถึงโมเดลหรือไม่
ในมุมมองทางธุรกิจ เหตุการณ์นี้สะเทือนไปถึงภาพรวมของอุตสาหกรรม สหภาพยุโรปได้ผลักดันให้ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์ของสหรัฐฯ จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศของตัวเองอยู่แล้ว ขณะที่สิงคโปร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังพัฒนาโมเดลที่เหมาะกับภาษาและความต้องการของตัวเองมากขึ้น แม้ทางเลือกเหล่านี้จะมีต้นทุนสูงกว่า โดย McKinsey ประเมินว่าโมเดล AI ที่พัฒนาในประเทศอาจมีราคาแพงกว่าราว 10-30% แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้การยอมจ่ายส่วนต่างนั้นมีเหตุผลมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น โมเดลแบบโอเพนซอร์สที่รันบนฮาร์ดแวร์ของผู้ใช้เองและไม่สามารถถูกเพิกถอนได้ ก็จะยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นการเปิดทางให้อุตสาหกรรม AI ของจีนที่มุ่งเน้นโมเดลโอเพนซอร์สล้ำสมัยอย่าง DeepSeek และ Qwen ของ Alibaba ได้เปรียบ

สำหรับ Anthropic เอง บริษัทยืนยันว่าเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด และกำลังพยายามคืนสิทธิ์การเข้าถึงโมเดลโดยเร็วที่สุด พร้อมเตือนว่า “หากนำมาตรฐานนี้ไปใช้กับทั้งอุตสาหกรรม เราเชื่อว่ามันจะหยุดการเปิดตัวโมเดลใหม่ทั้งหมดของผู้พัฒนาโมเดลระดับแนวหน้าทุกราย”
ท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ที่ดุเดือดและการพัฒนาที่รวดเร็วเกินกว่าใครคาดคิด กรณีของ Mythos ได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงข่าวความขัดแย้งระหว่างบริษัทกับรัฐบาล กลายเป็นภาพแทนของยุคสมัยที่เส้นแบ่งระหว่างนวัตกรรม ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์ กำลังพร่าเลือนลงทุกที และคำถามที่ยังไร้คำตอบคือ ใครกันแน่ที่ควรมีอำนาจตัดสินว่าเทคโนโลยีแบบไหน ‘อันตรายเกินไป’ สำหรับโลกใบนี้
ภาพปก : Samuel Boivin/NurPhoto via Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.reuters.com/commentary/breakingviews/anthropic-becomes-cautionary-sovereign-ai-fable-2026-06-15
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-15/why-was-anthropic-s-mythos-ai-blocked-security-risks-and-capabilities-explained
- https://asia.nikkei.com/business/technology/artificial-intelligence/anthropic-disables-top-tier-ai-models-after-us-order-limiting-foreign-access
- https://www.cnbc.com/2026/06/12/anthropic-disables-access-to-fable-5-and-mythos-5-to-comply-with-government-directive.html
- https://www.reuters.com/technology/us-blocks-foreign-access-anthropics-most-advanced-ai-models-axios-reports-2026-06-13/
- https://www.wsj.com/tech/ai/anthropic-halts-access-to-top-ai-models-after-u-s-ban-on-foreign-use-a4bca2cc
- https://www.bbc.com/news/articles/ckg701v1dp6o
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-09/anthropic-releases-mythos-like-model-without-cyber-capabilities

