วันนี้ (25 มิถุนายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอวงเงิน 10,328 ล้านบาท โดยที่มี โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในนามของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอนำเสนอร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้
สำหรับหลักการสำคัญคือ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,328,065,100 บาท เนื่องจากในปีงบประมาณนี้ ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก รัฐบาลจึงมีภารกิจเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้จ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายฯ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปจำนวนมาก ส่งผลให้น้ำเงินที่ตั้งไว้เดิม 99,000 ล้านบาท เริ่มไม่เพียงพอ ประกอบกับอาจมีสาธารณภัยหรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ จึงจำเป็นต้องโอนงบประมาณส่วนที่ชะลอได้มาสำรองไว้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดินให้ทันต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการโอนงบฯ ครั้งนี้ ว่า มี 2 ประการ คือ 1. เพื่อนำงบประมาณปี 2569 ของหน่วยงานที่คาดว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันหรือสามารถชะลอได้ ไปตั้งเป็นงบกลางรองรับกรณีฉุกเฉิน และ 2. เพื่อใช้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างทันท่วงที โดยรัฐบาลยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้มีความสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของรัฐ และเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 35 วรรค 1
สำหรับหลักเกณฑ์การโอนงบประมาณ ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยพิจารณาจากรายจ่ายประจำในทุกรายการที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน ณ วันที่มติ ครม. มีผล เช่น ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ที่สามารถชะลอการดำเนินการออกไปก่อนได้
นอกจากนี้ ยังรวมถึงรายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย ทั้งรายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปี ที่ยังไม่สามารถประกวดราคาหรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นและต้องการยกเลิก หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ
ทั้งนี้ รัฐบาลได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณในไตรมาสที่ 3-4 โดยยังคงงบส่วนที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะ สวัสดิการตามสิทธิ์เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม และการสร้างงานในพื้นที่เอาไว้ โดยวงเงินที่นำมาโอนรวม 10,328,065,100 บาท นั้น จำแนกเป็นงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 9,039,794,900 บาท และงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน 1,288,270,200 บาท
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ หน่วยรับงบประมาณจะสามารถขอจัดสรรงบกลางนี้ไปดำเนินภารกิจเร่งด่วนตามระเบียบฯ พ.ศ. 2562 ได้ทันที จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะให้การสนับสนุนและเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อให้รัฐบาลนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้จ่ายในกรณีจำเป็นเร่งด่วนด้วยความคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประเทศชาติสืบไป


