วานนี้ (24 มิถุนายน) ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน แสดงความกังวลเรื่องปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาล ที่ทั้ง ‘ไม่พูด’ และ ‘ไม่ทำ’
“ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษที่ทุกคนคงเคยได้เห็นในข่าวกันมานานว่า น้ำกกและน้ำสาย ที่เชียงใหม่และเชียงราย เจอปัญหาสารหนูพุ่งขึ้นสูงมากกว่ามาตรฐานปลอดภัย แต่ความจริง ตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่แม่น้ำ 2 สายนี้ ยังมีน้ำโขงในฝั่งภาคเหนือที่ตอนนี้ค่าสารหนูในตะกอนดิน (ดินในแม่น้ำ) พุ่งขึ้นเกินค่าปลอดภัยกว่า 30 เท่า”
ภัทรพงษ์ระบุรายละเอียดว่า ที่จังหวัดเลย ตรวจพบปลาจากแม่น้ำโขงที่มีสารหนูและตะกั่วเกินค่าปลอดภัย ส่วนน้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ค่าสารหนูในน้ำมากกว่าเกณฑ์ 5 เท่า และน้ำกระบุรี จังหวัดระนอง ก็เจอปัญหาค่าความขุ่น เข้าเกณฑ์เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำอย่างรุนแรง
นอกจากแม่น้ำ ภัทรพงษ์ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกษตร การอุปโภคบริโภค ที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำเหล่านี้ ซึ่งล้วนตรวจพบสารโลหะหนักเกินมาตรฐานความปลอดภัย ทำให้ชีวิตและสุขภาพของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง
“ปัญหานี้เกิดขึ้นมานาน ทุกคนเห็นชัดเจน ผมอภิปรายในสภาหลายรอบ แต่รัฐบาลเลือกที่จะ ‘ไม่พูด’ ‘ไม่ทำ’ ไม่สนใจปัญหานี้เลย การแก้ปัญหาที่ต้นตอ ที่เราเห็นชัดเจนว่า เหมืองในเมียนมาหลายพื้นที่อยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมาไม่สามารถจัดการได้ 100% และจำนวนเหมืองก็เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี”
นับตั้งแต่ปี 2568 ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการปล่อยน้ำเสียและขยะสารเคมีจากอุตสาหกรรมทำเหมืองแร่และแร่หายากบริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีรายงานว่าเหมืองหลายแห่งเป็นของกลุ่มทุนจีน และอยู่ในพื้นที่กองกำลังชาติพันธุ์ นอกจากนี้ภาคประชาสังคมก็เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นการขยายตัวของเหมืองริมแม่น้ำ ซึ่งเหมืองเหล่านี้ใช้การฉีดสารเคมีลงไปในดินเพื่อสกัดแร่ ทำให้เกิดกากของเสียและน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักจำนวนมหาศาล
ภัทรพงษ์ขยายต่อว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ฝั่งเมียนมา แต่ที่ลาวก็พบการทำเหมืองเพิ่มขึ้นเช่นกัน และพบข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกแร่จากเมียนมาเข้าสู่ไทย ผ่านไปสู่จีน แต่รัฐบาลกลับไม่ทำการเจรจาใดๆ กับประเทศที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ของแร่ มีเพียงแค่การคุยกับเมียนมาเพียงครั้งเดียว ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ อีกเลย
ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดนที่เกาะติดปัญหานี้ ภัทรพงษ์เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน มีการประชุมในวาระติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่างประเทศ ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งแผนในการเจรจาหรือการเตรียมการ โดยคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการที่มีรองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นประธาน ในส่วนของคณะทำงานเจรจาระหว่างประเทศยังไม่เคยประชุม ส่วนการประชุมของคณะทำงานติดตามผลการตรวจ ครั้งล่าสุดก็เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ภัทรพงษ์เห็นว่า หากรัฐบาลไม่ขยับ คงแก้ปัญหาที่ต้นตอไม่ได้
ภัทรพงษ์กล่าวว่า นี่ไม่ใช่แค่การเรียกร้องจากพรรคประชาชนเพียงฝ่ายเดียว เพราะคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) ก็ได้ส่งหนังสือด่วนถึงรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน รัฐบาลเมียนมา ตลอดจนเอกชน ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 แล้ว แต่ทุกอย่างกลับนิ่งเฉย
“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลกล้าออกมา ‘พูดแล้วทำ’ เริ่มต้นแก้ปัญหานี้ที่ต้นตออย่างตรงไปตรงมา เจรจาพหุภาคี ไทย-จีน-เมียนมา-ลาว เพราะตอนนี้คนไทยที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเหมืองเหล่านี้ แต่กำลังรับกรรมที่พวกเราไม่ได้ก่อโดยที่ไร้การจัดการจากผู้มีอำนาจเลย” ภัทรพงษ์กล่าว


