×

มหาดไทยในพายุการเมือง: จากช่วยน้ำเงินด้วย สู่ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น

โดย THE STANDARD TEAM
24.06.2026
  • LOADING...
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง

ในห้วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนของ ‘มหาดไทยยุคสีน้ำเงิน’ ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏเรื่องราวหลายประเด็นทยอยเข้าสู่กระแสข่าวการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยแทบไม่มีช่วงเวลาที่ความสนใจสาธารณะจะหยุดนิ่ง แต่ละเรื่องต่างเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันและค่อยๆ สะสมแรงกดดันต่อภาพรวมของกระทรวง

 

 
 

ยิ่งเหตุการณ์เดินหน้าเร็วเท่าไร คำถามต่อกลไกอำนาจและความรับผิดชอบก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น จากข้อกล่าวหาในระดับพื้นที่ การโยกย้ายข้าราชการ ไปจนถึงคดีทุจริตที่ขยายผลเป็นวงกว้าง ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงความวุ่นวายรายประเด็น แต่คือแรงสั่นสะเทือนที่พุ่งตรงไปยังโครงสร้างการบริหารโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ จุดเริ่มต้นของมรสุมมหาดไทยสีน้ำเงิน

 

เริ่มจากคำสั่งด่วนของกรมการปกครองเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เมื่อ ‘นฤชา โฆษาศิวิไลซ์’ อธิบดีกรมการปกครอง มีคำสั่งย้าย ‘รุ่งเรือง ธิมาบุตร’ ปลัดจังหวัดภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรวม 5 นาย เข้ามาช่วยราชการที่ส่วนกลาง เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์หรือ ‘ส่วย’ จากสถานบันเทิงในพื้นที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

 

เพียง 8 วันต่อมา ในวันที่ 28 พฤษภาคม ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เปิดเผยภาพแคปหน้าจอแชท LINE ที่อ้างว่าเป็นบทสนทนาระหว่างผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยกับข้าราชการในพื้นที่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ข้อความสั้นๆ ว่า ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ปรากฏต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก และกลายเป็นชนวนที่จุดไฟทางการเมืองขึ้นทันที

 

ต่อมา 29 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า หากพบข้อเท็จจริงหรือมีมูลความผิด จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ย้ำว่า ไม่มีการช่วยเหลือฝ่ายการเมืองใดเป็นพิเศษ

 

ด้าน นฤชา ชี้แจงว่าไม่สามารถยืนยันได้ในทันทีว่า แชทดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ โดยระบุว่าบัญชี LINE ของตนเชื่อมต่อกับหลายอุปกรณ์และหลายช่องทาง จึงอาจมีบุคคลอื่นเข้าถึงหรือส่งข้อความได้

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้ยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่ของตน และไม่เป็นไปตามที่ถูกกล่าวอ้าง

 
จากนั้นเรื่องราวได้ขยับจากสนามข่าวสู่กระบวนการทางกฎหมาย เมื่อ ‘รุ่งเรือง’ ยื่นฟ้อง นฤชา ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยอ้างว่าคำสั่งย้ายดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนำแชท ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในคดี

 

ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และ กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวเพิ่มเติม ขณะที่ คณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ต่างเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง แต่ยังพบว่าข้อมูลจากแต่ละฝ่ายมีความแตกต่างกัน จึงยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

 

‘รองซีฟู๊ด’ จากภูเก็ต ถึงกระทรวงมหาดไทย ปลิวยกทีม

 

แต่ควันจากเรื่องเก่ายังไม่ทันจางหาย กระทรวงมหาดไทยก็เข้าสู่แรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่

 

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เมื่อกระแสข่าวเกี่ยวกับ ‘รองซีฟู้ด’ ฉายาที่โลกออนไลน์ใช้เรียก ‘ธีระพงศ์ ช่วยชู’ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้น ซึ่งมีข่าวลือเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น และข้อกล่าวอ้างว่ามี ‘บารมี’ ใกล้ชิดกับ ผอ.พรรคการเมืองใหญ่ จนสามารถกำหนดทิศทางการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้

 

กระแสดังกล่าวนำไปสู่วลีที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่า “รองผู้ว่าฯ ย้ายผู้ว่าฯ ได้” ก่อนจะลุกลามกลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง และไปถึงหูของนายกรัฐมนตรีในที่สุด

 

วันที่ 15 มิถุนายน ในประชุมกระทรวงมหาดไทยจึงกลายเป็นพื้นที่ปะทะทางวาทะ เมื่อ นายกรัฐมนตรี หยิบยกปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดภูเก็ตขึ้นมาพูดกลางที่ประชุม พร้อมแสดงความไม่พอใจต่อกระแสข่าวที่อ้างว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถย้ายราชการจังหวัดได้

 

นายกรัฐมนตรี ย้ำชัดว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ในระบบราชการ พร้อมสั่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง

 

ช่วงเย็นของในวันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกเชื่อมโยงกับกระแส ‘รองซีฟู้ด’ จำนวน 2 ราย โดยหนึ่งรายย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหนึ่งรายย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

 

ขณะที่ การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันต่อมา ได้มีมติโยกย้าย ‘นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร’ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตด้วยเช่นกัน โดยให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ถือเป็นการปรับโครงสร้างผู้บริหารจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศแบบยกชุด

 

นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การโยกย้ายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและคลี่คลายความขัดแย้งในพื้นที่

 

“ทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่า ตนได้ลงไปดำเนินการ แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ทั้งมีคลิป มีการแฉกัน แบบนี้มันก็ทำงานกันไม่ได้ เราต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน และเอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ลงไปทำงาน เพราะภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล”

 

ด้าน อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบายเหตุผลของการปรับย้ายว่า เป็นความพยายามคลี่คลายปัญหาที่คั่งค้างอยู่ในพื้นที่

 

พร้อมเปรียบเทียบว่า “บางครั้งใส่รองเท้าแล้วมีเม็ดทรายอยู่ในเท้า เราก็ลำบากที่จะเดิน บางทีต้องถอดออกมาเพื่อจะสวมเข้าไปใหม่ เพราะฉะนั้นคนที่ไปใหม่ ซึ่งไม่รู้ปัญหา ก็จะใช้ประสบการณ์ทั้งหมดเพื่อไปแก้ปัญหา แต่คนที่อยู่เก่าบางทีก็รู้แต่ปัญหา ปัญหาก็เลยไม่คลี่คลายสักที”

 

ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่า การย้ายครั้งนี้ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์อะไรเลย แต่ย้ายเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ตเดินต่อไปได้ และสิ่งที่มีปัญหาอยู่ต้องคลี่คลายโดยเร็วที่สุด

 

ท้ายที่สุด ‘นิรัตน์’ เปิดใจภายหลังคำสั่งย้ายว่า เคารพการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ไม่เสียกำลังใจ ไม่ท้อแท้ และพร้อมเดินหน้าทำงานต่อไปในตำแหน่งใหม่ และยืนยันว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด รักษาความถูกต้อง และยอมรับผลการประเมินจากผู้บังคับบัญชา เพราะบางเรื่องแม้จะพยายามเต็มที่แล้ว แต่อาจไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ทั้งหมด

 

โกงสอบท้องถิ่น สะเทือนมหาดไทยรอบ 3

 

แต่ดูเหมือนว่าแรงสั่นสะเทือนในกระทรวงมหาดไทยจะยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา หลังปมความขัดแย้งในจังหวัดภูเก็ตเริ่มคลี่คลาย กระทรวงมหาดไทยกลับต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม

 

เมื่อการตรวจสอบขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเริ่มเผยให้เห็นเครือข่ายที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และอาจสร้างความเสียหายต่อระบบราชการมูลค่ากว่า 4.5 พันล้านบาท

 

จุดเริ่มต้นของคดีเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ในวันที่ 24 มิถุนายน

 

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีผู้ร้องเรียน พร้อมส่งมอบพยานหลักฐานและคลิปเสียงที่อ้างว่ามีกลุ่มบุคคลแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการท้องถิ่นให้สอบผ่านได้ โดยเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 บาท สำหรับตำแหน่งทั่วไป และสูงถึง 700,000-800,000 บาท ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง

 

ผลการสืบสวนพบว่าขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเปิดรับสมัครรวม 87 ตำแหน่ง จำนวน 6,669 อัตรา

 

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบท้องถิ่นเมื่อปี 2568 ซึ่งในขณะนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 5 หน่วยงาน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

 

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ป.ป.ช. จะรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลจนสามารถดำเนินการตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้

 

วรศิษฎ์ยังเปิดเผยอีกว่า จากข้อมูลที่ปรากฏตามข่าวพบผู้เกี่ยวข้องประมาณ 3,000 คน แต่เชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้น ขณะที่จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมดมีมากกว่าหนึ่งแสนคน ส่วนรูปแบบการทุจริตและกลไกที่ใช้ในการกระทำความผิดยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากคดีมีความซับซ้อนและยังอยู่ระหว่างการสืบสวน

 

แรงกระเพื่อมจากคดีดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจับกุมผู้ต้องหา แต่ลุกลามไปถึงระดับผู้บริหารของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย จึงลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 1563/2569 ให้ ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ไปประจำกระทรวงมหาดไทยเป็นการชั่วคราว และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย โดยมีผลทันที จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

 

ในคำสั่งย้ายระบุเหตุผลอย่างชัดเจนว่า กรณีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารงานบุคคลของกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ

 

แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำสั่งย้ายมีผล นายกรัฐมนตรีเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยกกล่าวอ้างหลักทฤษฎีผลไม้พิษ ระบุว่า หากที่มาของกระบวนการสอบไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลสอบที่ประกาศไปแล้วก็ต้องถูกยกเลิกตามไปด้วย ไม่ว่าจะมีการบรรจุไปแล้วหรือไม่ก็ตาม พร้อมสั่งขยายผลอย่างถึงที่สุดทุกระดับ ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น โดยไม่มีข้อยกเว้น

 

ถ้อยคำที่หนักที่สุดในวันนั้นคือ การที่นายกฯ ระบุว่า การเปิดทางให้คนที่เริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการทุจริตเข้ามาบริหารประเทศ คือการทำลายอนาคตของระบบราชการไทย และเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่อาจยอมรับได้

 

ภายหลังการประชุม ปลัดกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยอีกว่า มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน พร้อมเตรียมยกเลิกผลสอบหากพบว่ากระบวนการไม่โปร่งใส พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจากหลักฐานที่มีอยู่แล้ว และให้ตำรวจขยายผลสืบสวนต่อ รวมถึงคลิปเสียงที่อาจเชื่อมโยงถึงผู้บริหารระดับรัฐมนตรีช่วย

 

ปลัดกระทรวงมหหาดไทย ย้ำว่า จะไม่เหมาเข่ง แต่จะดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่มีหลักฐานเกี่ยวข้องเท่านั้น ส่วนมหาวิทยาลัยที่รับจัดสอบก็ต้องร่วมรับผิดชอบในฐานะผู้ดำเนินการด้วย สำหรับผู้เข้าสอบกว่าสามแสนคน จะต้องแยกแยะเป็นรายกรณี ก่อนพิจารณาว่าจะยกเลิกผลสอบทั้งระบบหรือเพียงบางส่วน

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลการตรวจสอบในช่วง 7 วันที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงและชี้ชะตาผลสอบท้องถิ่นครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเอาผิดรายบุคคล แต่เป็นบททดสอบสำคัญของระบบการสอบแข่งขันภาครัฐ ว่าจะสามารถแยกผู้บริสุทธิ์ออกจากขบวนการทุจริตได้มากน้อยเพียงใด

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในพายุการเมืองครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงจำนวนเหตุการณ์ แต่คือความเร็วและความต่อเนื่องของแรงปะทะ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน กระทรวงมหาดไทยเผชิญวิกฤตสามระลอกที่ต่างบริบท แต่โยงเข้าหากันด้วยรากเดียวกัน คือปัญหาเชิงโครงสร้างของการใช้อำนาจบริหารบุคคล ที่ยังเปิดช่องให้ผลประโยชน์และอิทธิพลแทรกซึมได้

 

กรณี ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ สะท้อนรอยร้าวในระบบอุปถัมภ์ระดับโยกย้าย กรณี ‘รองซีฟู้ด’ ชี้ให้เห็นแรงแทรกนอกระบบที่อาจมีอิทธิพลต่อการปรับตำแหน่งในพื้นที่ และคดีทุจริตสอบท้องถิ่น คือปลายทางของระบบที่เปิดช่องให้ทางลัด กลายเป็นสิ่งที่ถูกตีราคาได้ด้วยเงิน ทั้งหมดสะท้อนปัญหาเดียวกันในคนละรูปแบบ

 

แม้การตอบสนองของฝ่ายบริหารจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือ สั่งตรวจสอบ ย้ายผู้เกี่ยวข้อง และเร่งคลี่คลาย แต่ยังไม่ปรากฏคำตอบเชิงโครงสร้างว่าระบบที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำจะถูกแก้ไขอย่างไร

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising