วันนี้ (24 มิถุนายน) ธนยศ ทิมสุวรรณ สส. จังหวัดเลย พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการที่พัก การแทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต
อาทิ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตที่ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย, ธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช, อดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา, รุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต, วินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นตัวแทนของ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงเชิญ ว่าที่ ร.ต. สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต เขต 1, เฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2, อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต เขต 3 และภคมน หนุนอนันต์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย
ธนยศกล่าวว่า ต้องยอมรับมีมาเฟียภายในพื้นที่ การเรียกรับผลประโยชน์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งประเด็นต่างๆ ที่มันเกี่ยวข้องตอนนี้มีทั้งข้อเท็จจริงและประเด็นที่เพิ่มขึ้นมา ขณะที่วานนี้ (23 มิถุนายน) วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงถึงเรื่องนอมินีที่ต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัทและถือครองเกินกว่ากฎหมายของกำหนดที่จังหวัดภูเก็ต กมธ. การปกครอง จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความให้ข้อเท็จจริง พร้อมขอให้ทางกรมการปกครองได้เล่าถึงขั้นตอนๆ หลังจากนายกรัฐมนตรีได้ลงไปในพื้นที่ แล้วก็มีข้อสั่งการต่างๆ ว่ามีการดำเนินการอย่างไรแล้วบ้าง
ด้าน ภคมนกล่าวว่า จริงๆ ตนเองเสนอตัวเข้าไปขอสังเกตการประชุม เพราะกมธ. การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน พยายามเชิญแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เราไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร คาดหวังว่าการสังเกตการณ์ของการประชุมคณะกรรมาธิการการปกครองในวันนี้ น่าจะได้ข้อมูลที่เราพยายามหา เรื่องการย้ายผู้ว่าฯ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีความคืบหน้า
จากนั้น ปลัดจังหวัดภูเก็ตให้สัมภาษณ์หลังชี้แจงต่อ กมธ.การปกครอง ว่า เรื่องส่วยตนได้ชี้แจงต่อกรมการปกครองไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะทราบว่าตนกระทำความผิดจริงหรือไม่ เพราะหากจัดฉากย้ายตนเพราะรับส่วย วันนี้กรมการปกครองก็จะต้องแจ้งข้อกล่าวหากับตนว่าจริงหรือไม่ และหาคนที่รับส่วยในพื้นที่แล้วดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับตน พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยไล่ออกจากราชการได้เลย ซึ่งตนยังรอคำตอบจากนฤชา โฆษศิวิไลศ์ อธิบดีกรมการปกครองในเรื่องนี้อยู่
“ถ้าตนกระทำความผิดจริง แล้วไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ก็ขอให้ท่านลงชื่อแจ้งความผม เป็นผู้รับส่วยจำนวนหนึ่งกิโล ตามที่ปรากฏในข้อร้องเรียน วันนี้ท่านต้องให้คำตอบกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ให้คนจัดฉากแล้วย้ายผมออกนอกพื้นที่ สร้างความเสียหายให้ระบบราชการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ในขณะที่ผมกับทีมงานได้บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดในพื้นที่โดยเฉพาะยึดหาด Freedom คืนให้พี่น้องประชาชน ถ้าผมผิดท่านก็สั่งลงโทษผมได้เลย ผมยินดีที่จะลาออกได้เลย แต่ถ้าผมไม่ผิดท่านต้องคืนความเป็นธรรมให้ผม” รุ่งเรืองกล่าว
ส่วนเรื่องหลักฐานสลิปโอนเงินจ่ายส่วยที่ชาวบ้านส่งมาให้ผู้สื่อข่าวนั้น รุ่งเรืองกล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องสลิปการโอนเงิน และไม่ทราบว่าโอนให้ใคร หากมีจริงคนที่โอนมาก็ต้องเปิดเผยเพราะสร้างความเสียหายให้กับระบบราชการ จ่ายส่วยให้ใครต้องบอกให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่า การโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ไม่ใช่การวัดพลังกันทางการเมือง แต่เป็นเพราะตนไม่ยอม และสู้กับความเป็นจริง
พร้อมกันนี้ รุ่งเรืองยังได้เปิดแชตไลน์ประธานชมรมผู้ประกอบการสถาบันบันเทิงหาดป่าตอง ที่เป็นการเชิญชวนกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ให้มารวมตัวกันให้สื่อมวลชนดู พร้อมอธิบายว่า ข้อความดังกล่าว ไม่ได้นัดมาเพื่อประท้วงไล่ตน แต่หลอกชาวบ้านให้มาพูดเรื่องใบอนุญาตที่ผิดกฎหมาย เป็นการจัดฉากนำมาสู่การย้ายตนในวันนี้ ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้ตนได้ยื่นยื่นต่อศาลเรียบร้อยแล้วและได้ฟ้องคนที่มาประท้วงครั้งนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ธนยศ เปิดเผยผลประชุมปมสั่งย้ายผู้ว่าฯ, รองผู้ว่าฯ และปลัดจังหวัดภูเก็ตมาช่วยราชการ 30 วัน ว่า กรมการปกครองใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อความสะดวกในการสอบสวนและไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ซึ่งครบกำหนดในวันนี้ (24 มิถุนายน) ซึ่งไม่มีตัวแทนสำนักปลัดกระทรวงมหาดไทยมาชี้แจงความคืบหน้าและปมสั่งย้ายผู้บริหารทั้งสองท่าน
ขณะที่กรณีการร้องเรียนเรื่องส่วยและผู้มีอิทธิพลโดย เฉลิมพงศ์ สส.ภูเก็ต นั้น ทางผู้ว่าฯ ภูเก็ต ยืนยันว่ายังไม่ได้รับหลักฐานที่ชัดเจน ส่วนกรณีปลัดจังหวัดภูเก็ตร้องว่าถูกกลั่นแกล้ง กมธ. ได้แนะนำให้ไปร้องทุกข์ต่อศาลอาญาหรือศาลปกครอง ทั้งนี้ กมธ.การปกครองเตรียมจับมืออีก 4 คณะกรรมาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตระหว่างวันที่ 26-27 มิถุนายนนี้ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเชิงลึกและไขข้อข้องใจให้แก่สังคมต่อไป











