หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ต้องเผชิญตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คือมหากาพย์หนี้ 360 ล้านบาทจากคดีพิพาทกับสยามสปอร์ต ที่ลากยาวมานานเกือบ 10 ปี
ประเด็นสำคัญ
คดีดังกล่าวเคยกลายเป็นประเด็นใหญ่ของวงการฟุตบอลไทย เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ออกมาแถลงข่าวถึงผลกระทบทางการเงินของสมาคมฯ พร้อมเปิดแนวทางแก้ปัญหาและเตรียมพิจารณาฟ้องไล่เบี้ยผู้บริหารชุดเดิมในขณะนั้น
ล่าสุด มาดามแป้ง ในฐานะนายกสมาคมฯ ประกาศว่าพบทางออกในการจัดการหนี้ก้อนดังกล่าวแล้ว ผ่านข้อตกลงร่วมระหว่าง สมาคมฯ, สยามสปอร์ต และ ซีนิเพล็กซ์ (กลุ่มทรู) โดย THE STANDARD SPORT ขอสรุปเป็นประเด็นที่เข้าใจง่าย ดังนี้
สถานการณ์หนี้ล่าสุดเป็นอย่างไร
ภายใต้คำพิพากษาเดิม สมาคมฯ มีภาระชำระหนี้ 360 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ สมาคมฯ ได้ทยอยชำระเงินให้สยามสปอร์ตครบแล้ว 120 ล้านบาท โดยงวดแรกเริ่มจากเงินส่วนตัว 25 ล้านบาทที่มาดามแป้งนำมาสมทบให้สมาคมฯ ในปี 2568
ส่วนภาระหนี้อีก 240 ล้านบาท เป็นจำนวนเงินที่เกี่ยวเนื่องกับข้อตกลงระหว่างสยามสปอร์ตและซีนิเพล็กซ์ (กลุ่มทรู) ซึ่งมีผลผูกพันต่อสมาคมฯ ตามแนวทางการชำระหนี้ที่ทุกฝ่ายตกลงร่วมกัน
ทำไมสมาคมฯ ต้องจ่ายหนี้แทนสยามสปอร์ต
ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาทชุดนี้ไม่ได้มีเพียงคดีระหว่างสมาคมฯ กับสยามสปอร์ตเท่านั้น แต่ยังมีภาระหนี้ที่สยามสปอร์ตต้องชำระคืนให้ทรูอยู่ด้วย
ก่อนหน้านี้ ทั้งสยามสปอร์ตและทรูเคยยินยอมช่วยลดภาระให้สมาคมฯ ด้วยการไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถหาทางออกร่วมกันได้
ผลลัพธ์ล่าสุดคือการทำข้อตกลงสามฝ่าย โดยสมาคมฯ จะเป็นผู้รับโอนหนี้จำนวน 240 ล้านบาทมาชำระให้ทรูโดยตรง เพื่อปิดปัญหาทั้งระบบในคราวเดียว
สมาคมฯ จะจ่ายหนี้ 240 ล้านด้วยวิธีไหน
แนวทางชำระหนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
- ชำระเป็นเงินสดตามงวดที่ตกลงกัน
- มอบสิทธิประโยชน์ด้านลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมชาติไทย ผ่าน OTT, IPTV และ Pay TV แบบ Exclusive รวมถึงสิทธิทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง เป็นระยะเวลา 4 ปี ระหว่างปี 2569-2572
กล่าวง่ายๆ คือ สมาคมฯ ไม่ได้ใช้เงินสดทั้งหมด แต่ใช้สินทรัพย์ทางธุรกิจที่ถืออยู่ นั่นคือสิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมชาติไทย เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการชำระหนี้
ดีลนี้คุ้มค่าทางธุรกิจหรือไม่
มาดามแป้งยืนยันว่าไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงพาณิชย์ได้ว่าลิขสิทธิ์ OTT, IPTV และ Pay TV ที่นำมาใช้ในข้อตกลงครั้งนี้ถูกตีมูลค่าเป็นตัวเงินเท่าใด
โดยนายกสมาคมฯ ระบุเพียงว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดจากการที่ทุกฝ่ายยอมเสียสละร่วมกัน และเป็นทางออกที่ช่วยให้สมาคมฯ ไม่ต้องแบกรับภาระเงินสดทั้งหมดในทันที รวมถึงลดความเสี่ยงที่จะถูกบังคับคดีหรืออายัดทรัพย์ในอนาคต
กรณีฟ้องไล่เบี้ยผู้บริหารชุดเก่า
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2568 มาดามแป้งเคยแถลงว่า สมาคมฯ จะขอมติสภากรรมการเพื่อดำเนินการฟ้องไล่เบี้ยผู้บริหารชุดก่อน หลังศาลตัดสินให้สมาคมฯ แพ้คดีสยามสปอร์ต
อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวล่าสุด นายกสมาคมฯ ยืนยันว่าจะไม่ดำเนินการดังกล่าว โดยระบุว่าเลยกรอบระยะเวลาที่สามารถดำเนินการฟ้องไล่เบี้ยได้แล้ว
“ถ้าจะไล่เบี้ยก็ต้องไล่ทุกคนทั้งคณะ ในวงการนี้มีแต่พี่น้องพ้องเพื่อน และตอนนี้มีทั้งทรูและสยามสปอร์ตมาช่วยขนาดนี้แล้ว เหตุการณ์ที่แล้วก็คงต้องแล้วไป” มาดามแป้งกล่าว
นั่นหมายความว่า ประเด็นการฟ้องไล่เบี้ยผู้บริหารสมาคมฯ ชุดเก่า ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ ขณะที่สมาคมฯ จะหันไปโฟกัสการจัดการภาระหนี้ที่เหลืออยู่ภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่แทน


