×

DSI ทลายเครือข่ายเหมืองขุดคริปโตเถื่อน ลอบลากไฟหลวงสูญ 953 ล้าน เปิดสัมพันธ์ทุนจีน-เมียนมาหมุนเวียนหมื่นล้าน

โดย THE STANDARD TEAM
20.06.2026
  • LOADING...
เจ้าหน้าที่ DSI ตรวจสอบอุปกรณ์ขุดคริปโตเถื่อนที่ถูกทลาย

วันนี้ (20 มิถุนายน) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปราบปรามขบวนการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล (Cryptocurrency) อย่างเข้มข้น ซึ่งในปัจจุบันสามารถขยายผลการสืบสวนจากคดีลักทรัพย์พื้นฐาน ไปสู่การตรวจสอบโครงสร้างเครือข่ายกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติที่มีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การฟอกเงิน และการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินผิดกฎหมายในระดับนานาชาติ

 

ในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ประสบความสำเร็จในการทลายเครือข่ายลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลรายใหญ่ได้รวม 3 เครือข่าย ตรวจยึดเครื่องขุดเงินสกุลดิจิทัลได้มากกว่า 6,390 เครื่อง โดยจากการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) พบว่ามีมูลค่ารวมสูงกว่า 953 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นหนึ่งในคดีลักลอบใช้สาธารณูปโภคของรัฐที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ ผลการสืบสวนเชิงลึกยังพบพยานหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายมีพฤติการณ์ทุจริต ให้ความช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผู้กระทำผิด ดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ดีเอสไอได้ส่งสำนวนคดีให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วจำนวน 2 คดี ครอบคลุมตัวเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ารวม 7 ราย เจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 1 ราย และกลุ่มนายทุนหรือผู้ร่วมขบวนการอีก 13 ราย

 

นอกจากนี้ การขยายผลสืบสวนสอบสวนยังนำไปสู่การเปิดโปงกลุ่มทุนชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเครือข่ายทางการเงินขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยพนักงานสอบสวนตรวจพบหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงการฟอกเงินที่ได้มาจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาทิ ขบวนการหลอกลวงทางโทรศัพท์ (Call Center Scam) และเครือข่ายการพนันออนไลน์ข้ามชาติ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า บัญชีธนาคารและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้มีความเคลื่อนไหวทางการเงินในปริมาณสูงผิดปกติ

 

โดยมีพฤติการณ์ใช้บุคคลสัญชาติเมียนมาทำหน้าที่ถอนเงินสดจากสถาบันการเงินภายในประเทศเฉลี่ยวันละประมาณ 30–50 ล้านบาท และมีธุรกรรมทางการเงินหมุนเวียนรวมกันไม่น้อยกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างทางการเงินขององค์กรอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและมีศักยภาพสูงในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินจำนวนมหาศาล

 

ขณะเดียวกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้รับข้อมูลประสานงานจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า หวัง หยี่เฉิง หนึ่งในบุคคลสำคัญของเครือข่ายดังกล่าว เป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีฉ้อโกงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ โดยหน่วยบริการลับแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Secret Service) ได้ดำเนินการตรวจยึดสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับบุคคลดังกล่าวมูลค่ากว่า 17.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 620 ล้านบาท ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท

 

ปัจจุบัน กรมสอบสวนคดีพิเศษได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่ายดังกล่าวแล้วจำนวน 8 ราย แบ่งเป็นกลุ่มนายทุนชาวจีน 4 ราย และทีมงานชาวเมียนมา 4 ราย โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติมอีก 7 ราย รวมทั้งได้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วอีก 5 ราย ซึ่งทางดีเอสไอจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษประเมินว่า ปัญหาการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลในปัจจุบัน มิได้เป็นเพียงแค่การลักทรัพย์หรือหลีกเลี่ยงค่าสาธารณูปโภคเท่านั้น แต่กลายเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติใช้เป็นแหล่งทุนในการฟอกเงินและขับเคลื่อนอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศไทยในวงกว้าง

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/1TB6MpqfwM/

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising