“เอเชียไม่จำเป็นต้องมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว เอเชียจะชนะก็ต่อเมื่อคนเอเชียชนะไปด้วยกัน”
ประเด็นสำคัญ
“Asia does not need a single winner. Asia wins when more Asians win.”
ถ้าให้ยก 1 ประโยคจากเวที Nikkei Forum ที่สะท้อนภาพการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และความจำเป็นเร่งด่วนที่ภูมิภาคต้องผนึกกำลังกันเพื่อความอยู่รอด ผมยกให้ประโยคข้างต้นนี้ เพราะมันสามารถถอดรหัสความหมายออกมาได้ 3 มิติ ทั้งการปฏิเสธแนวคิด Zero-Sum Game ที่ว่า ‘หากมีผู้ชนะ อีกฝ่ายต้องแพ้’ การก้าวข้ามขั้วอำนาจเดี่ยวไปยึดถือระบบอำนาจหลายขั้วและภูมิภาคนิยม ตลอดจนการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในยุคที่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจกลายเป็นตัวประกันของมหาอำนาจ

ปลายสัปดาห์ที่แล้วมีการประชุมเสวนาวงหนึ่งที่กรุงโตเกียว เรียกว่า Nikkei Forum Future of Asia ที่ผู้นำจากหลายประเทศในอาเซียนเดินทางไปร่วม เวทีนี้หลักๆ คือการแชร์วิสัยทัศน์และถกอนาคต-ทิศทางของเอเชีย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันอึมครึมจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาค ซึ่งเป็นโจทย์ความอยู่รอดที่ท้าทายเอเชียมากกว่าเดิม
หนึ่งในผู้นำที่ไปคือ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เขาใช้เวทีนี้วิพากษ์วิจารณ์ประเทศมหาอำนาจที่นำความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของโลกมาใช้เป็นอาวุธ (Weaponizing) จนสร้างความเปราะบางแก่ประเทศขนาดกลาง ซึ่งเป็นการเซ็ตโทนเวที Nikkei Forum ตลอดสองวัน (10-11 มิถุนายน) พร้อมกับโจทย์ชวนคิดว่า เอเชียจะรับมืออย่างไรบนกระดานการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูงนี้
ผมเป็นตัวแทนสื่อไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับโอกาสให้ไปร่วมสังเกตการณ์ในงานนี้ และได้สัมภาษณ์พิเศษ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้รับเชิญให้ไปกล่าวปาฐกถาที่ Nikkei Forum ภายใต้หัวข้อ ‘Working Together for a More Resilient and Prosperous Asia’ ซึ่งมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ แฝงความหมายระหว่างบรรทัด และชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับเอเชียใหม่ โดยประโยคที่ผมจั่วหัวในตอนต้นของบทความนี้ก็เป็นคำกล่าวของคุณสีหศักดิ์นั่นเอง
โลกเปลี่ยน อนาคตเคลื่อนมาสู่เอเชีย
“เอเชียจะทำอย่างไรกับอิทธิพลที่กำลังเพิ่มขึ้นนี้”
ช่วงหนึ่งของปาฐกถาบนเวที Nikkei Forum รองนายกฯ ตั้งคำถามนี้ โดยชวนผู้ฟังที่นั่งฟังในฮอลล์ใหญ่ของโรงแรมอิมพีเรียล ใจกลางกรุงโตเกียว เปลี่ยนกรอบความคิดหรือกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ที่มีต่อเอเชียใหม่ ให้มองว่าเอเชียทุกวันนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลก เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งยวด ไม่ใช่แค่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มุ่งแต่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตไล่ตามซีกโลกตะวันตกให้ทันอีกต่อไป
ตามข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) เอเชียแปซิฟิกมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของโลก แต่รองนายกฯ ยังชี้ให้เห็นว่า นอกจากตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกแล้ว เอเชียยังเป็นบ้านของระบบนิเวศการผลิตที่สำคัญ เป็นตลาดดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุด และเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่มีพลวัตสูง
คำถามในวันนี้จึงควรโฟกัสไปที่การดึงศักยภาพร่วมกันและผนึกกำลังกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้มากขึ้น รวมถึงปลดล็อคประตูแห่งโอกาสใหม่ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า เพราะเวลานี้รองนายกฯ มองว่าเอเชียยังไม่บรรลุศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น

คุณสีหศักดิ์พูดบนเวทีว่า การจะปลดล็อคศักยภาพของเอเชียให้ได้นั้น จำเป็นต้องรวมตัวกันทางเศรษฐกิจระหว่างเอเชียด้วยกันเองให้มากขึ้น ท่ามกลางภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ที่เป็นความท้าทายและซับซ้อนมากกว่าที่แต่ละประเทศจะรับมือกันเองได้โดยลำพัง โจทย์เหล่านี้ก็เช่น ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยคุกคามทางไซเบอร์
“ด้วยเหตุนี้การบูรณาการของเอเชียในระยะต่อไปจะต้องก้าวข้ามเพียงแค่การเชื่อมโยงตลาด แต่จะต้องเชื่อมโยงศักยภาพเข้าด้วยกันด้วย” รองนายกฯ กล่าวบนเวที Nikkei Forum โดยสิ่งเหล่านี้จะรองรับด้วยนโยบายของแต่ละประเทศที่สอดคล้องกันในการรับมือปัญหาท้าทายใหม่ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างระบบเครือข่ายพลังงาน ดิจิทัล แพลตฟอร์มทางการเงิน และตลาดแรงงานทักษะสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ
อีกคีย์เวิร์ดหนึ่งที่คุณสีหศักดิ์เน้นบนเวทีนี้ก็คือ คำว่า ‘Co-creation’ นอกจากเชื่อมโยงศักยภาพแล้ว รองนายกฯ ชี้ว่า เอเชียต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันกันเอง ไปสู่การร่วมกันสร้างสรรค์ ซึ่งจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศในเอเชียจะช่วยเสริมพลังซึ่งกันและกัน เช่น ญี่ปุ่นมีการผลิตขั้นสูงและนวัตกรรม เกาหลีใต้มีความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล จีนมีภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไต้หวันมีความเชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์ อินเดียมีจุดเด่นด้านซอฟต์แวร์และการบริการ ตลอดจนอาเซียนมีประชากรคนรุ่นใหม่ มีตลาดที่กำลังขยายตัว และมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ

คุณสีหศักดิ์ กล่าวกับผมในระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษว่า “เราต้องดึงศักยภาพเหล่านั้นมาร่วมกันสร้างสรรค์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่สำคัญคือต้องสร้างความเชื่อมโยงในทุกมิติ เช่น การขนส่ง ดิจิทัล และภาคประชาชน สร้างความรู้สึกความเป็นเอเชียขึ้นมา”
แต่ทั้งหมดทั้งมวล อีกสิ่งที่สำคัญคือ เราต้องรักษาสันติภาพและความมั่นคงให้ได้ เพราะหากไร้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง เราก็จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้
‘ไทยกลับมาแล้ว’ และวิสัยทัศน์ขับเคลื่อน ‘ภูมิภาคนิยม’
คุณสีหศักดิ์เผยกับผมว่า การไปญี่ปุ่นรอบนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารกับโลกว่าไทยกลับมาแล้ว โดยต้องการให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสื่อมวลชนของญี่ปุ่นเห็นว่าประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนไปทางไหน โดยเฉพาะภาคการเมืองที่ตอนนี้มีเสถียรภาพ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ จากญี่ปุ่น
ในทางการเมืองระหว่างประเทศ เวทีแบบนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะจะมีการนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตของเอเชีย โดยรองนายกฯ กล่าวว่า บทบาทไทยไม่ได้จำกัดแค่ในกรอบทวิภาคีเท่านั้น แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าไทยมีวิสัยทัศน์ในประเด็นสำคัญๆ ของโลกด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรวัดว่าไทยกลับสู่เรดาร์โลกแล้วหรือไม่
ซึ่งบนเวที Nikkei ปีนี้ รองนายกฯ ได้เสนอแนวทาง 3 ข้อที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภูมิภาคนี้ให้มากขึ้น ตั้งแต่การให้แต่ละประเทศเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดยการวางรากฐานภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ตั้งแต่ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคง
แนวทางข้อต่อมาคือการยกระดับความเชื่อมโยง โดยต้องมองไปไกลกว่าการเชื่อมโยงด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่ต้องรวมไปถึงการเชื่อมโยงระบบ มาตรฐาน ธุรกิจ และผู้คนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภูมิภาคสามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
รองนายกฯ กล่าวว่า ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้วางตำแหน่งไทยเป็นประตูสู่อาเซียนภาคพื้นทวีป แต่ไทยมองไปถึงการเป็นแพลตฟอร์มที่ห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายดิจิทัล ความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุนมาบรรจบกันได้
แนวทางข้อสุดท้ายที่คุณสีหศักดิ์กล่าวบนเวที Nikkei Forum คือการส่งเสริมภูมิภาคนิยม ซึ่งในยุคที่มีความแตกแยกนี้ เอเชียต้องการมากกว่าแค่ความร่วมมือเป็นรายประเด็น แต่ควรทำให้เกิดภูมิภาคนิยมที่แข็งแกร่ง สร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน และสิ่งสำคัญคือทำให้เกิดความตระหนักว่าเราพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

คำว่า “ภูมิภาคนิยม” นั้นน่าสนใจ เพราะเอเชียมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม และยังมีปมขัดแย้งที่ฝังรากลึกในทางประวัติศาสตร์ระหว่างหลายประเทศ การทำให้เกิดความรู้สึกร่วมในความเป็นเอเชียนั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย
ผมได้ถามเรื่องบทบาทของไทยในการส่งเสริมภูมิภาคนิยม คุณสีหศักดิ์ตอบว่า ไทยขับเคลื่อนเรื่องนี้ผ่านกรอบของอาเซียนอยู่แล้ว ซึ่งในการประชุมผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาก็มีการคุยถึงการยกระดับความร่วมมือในภูมิภาค โดยเฉพาะในเรื่องการรวมตัวทางเศรษฐกิจในอาเซียน รวมถึงหารือว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้อาเซียนมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาสันติภาพและแก้ไขข้อขัดแย้งต่างๆ นอกจากนี้เวทีอาเซียนยังมีประเทศมหาอำนาจมาร่วมหารือด้วย ซึ่งการพูดคุยก็ครอบคลุมไปถึงประเด็นความมั่นคง
ส่วนในระดับภูมิภาคนั้น มีคำที่เรียกกันว่า ‘อินโด-แปซิฟิก’ ซึ่งมีอินเดีย อีกหนึ่งมหาอำนาจของภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจใหญ่และมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ในนี้ ซึ่งเชื่อมสองมหาสมุทรเข้าด้วยกัน และทำให้การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมีศักยภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีกรอบส่งเสริมความร่วมมือที่มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนที่เรียกว่า Free and Open Indo-Pacific ซึ่งรองนายกฯ บอกว่า กรอบเหล่านี้จะสร้างความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อสร้างความรู้สึกภูมิภาคนิยมขึ้นมา
คุณสีหศักดิ์เผยด้วยว่า ในส่วนของอาเซียนที่มีกรอบ ASEAN Outlook on the Indo-Pacific ด้วยนั้น อาจสอดประสานกับกรอบความร่วมมือของญี่ปุ่นได้ เพราะต่างก็เป็นระเบียบภูมิภาคที่ยึดกฏกติกาเหมือนๆ กัน ซึ่งเป็นการชูคุณค่าระบบพหุนิยมในช่วงเวลาที่กฎกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอนโดยบางประเทศที่นิยมดำเนินมาตรการฝ่ายเดียว
พหุภาคีคู่ขนานทวิภาคี : ไทย-ญี่ปุ่น-เวียดนาม’ บนสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่
พูดถึงการต่างประเทศ ไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกรอบพหุภาคีเพียงอย่างเดียว แต่กรอบทวิภาคีก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งในห้วงการประชุม Nikkei Forum ครั้งนี้ รองนายกฯ ของไทยยังได้หารือนอกรอบแบบทวิภาคีกับญี่ปุ่นและเวียดนามด้วย ซึ่งทั้งสองชาติต่างก็อยู่ในสถานะ ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership) กับไทย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในความสัมพันธ์ทางการทูตที่จะมีต่อกันได้ โดยทั้งสองวง ผมมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศในช่วงต้น

คุณสีหศักดิ์เผยว่า การเจอกับ เล เตี๊ยน เจิว รองนายกรัฐมนตรีเวียดนามรอบนี้ มีคุยกันเรื่องประธานาธิบดีโต เลิม ที่เพิ่งเยือนไทย และอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ไปร่วม Asean Future Forum ที่เวียดนามด้วย สองเหตุการณ์นี้บ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลังเดินหน้าไปด้วยดี
ที่ผ่านมาหลายๆ คน อาจมองว่าไทยและเวียดนามเป็นคู่แข่งกัน ซึ่งอาจปิดโอกาสบางอย่าง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสามารถร่วมมือกันได้ในหลายๆ ด้าน โดยรองนายกฯ ระบุว่า เวียดนามสนใจเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ สองฝ่ายยังหวังที่จะยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นไปอีก โดยในด้านการค้าและการลงทุนนั้น ไทยยังหนุนให้ภาคเอกชนเข้าไปลงทุนในเวียดนามเพิ่มเติม รวมถึงร่วมกันพัฒนาความร่วมมือในสาขาต่างๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านสีเขียว เซมิคอนดักเตอร์ การวางแผนพัฒนาเมือง การแลกเปลี่ยนข่าวสาร การกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชน เพื่อรักษาโมเมนตัมที่ดีระหว่างกัน

ในส่วนที่ได้หารือทวิภาคีกับญี่ปุ่นนั้น รองนายกฯ ได้พบกับ โทชิมิทสึ โมเทกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ที่กระทรวงการต่างประเทศในกรุงโตเกียว ซึ่งโมเทกิเป็นฝ่ายเชิญเมื่อทราบว่าคุณสีหศักดิ์เดินทางไปร่วมประชุม Nikkei Forum
รองนายกฯ เผยว่า มีการพูดคุยกันนานเกือบ 1 ชั่วโมง โดยในช่วงต้นของการประชุม โมเทกิได้แสดงความเสียใจต่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ด้วย
จากนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนเรื่องสถานการณ์ในภูมิภาค และคุยกันถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งปีหน้าจะมีวาระเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 140 ปี โดยสองฝ่ายเห็นพ้องว่าอาจมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับราชวงศ์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน
นอกจากนี้ทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างเห็นว่าควรยกระดับความร่วมมือ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ทั้งในสาขาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต, วิทยาศาสตร์และการวิจัย, เทคโนโลยีชีวภาพ, พลังงานสะอาด, การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonization), อุตสาหกรรมอาหาร, เศรษฐกิจดิจิทัล, AI, ยานยนต์ และหุ่นยนต์ (Robotics)
คุณสีหศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาการลงทุนของญี่ปุ่นช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก ไทยจึงกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ แต่ปัจจุบันเราต้องไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นก็มีความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมามีบริษัทเอกชนหลายรายได้รับผลกระทบจากการไปลงทุนในซัพพลายเชนในกัมพูชาตามนโยบาย Thailand Plus One ก่อนหน้านี้ ซึ่งรองนายกฯ ชี้แจงไปว่า ฝ่ายไทยอยากมองไปข้างหน้า หลังนายกฯ อนุทินและฮุน มาเน็ตได้พบกันใน Asean Summit ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว พร้อมย้ำว่าไทยและกัมพูชาต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ สถานการณ์ยังทำให้เดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะฝ่ายกัมพูชายังคงใช้เวทีระหว่างประเทศ เพื่อนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียว และกดดันไทยในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ญี่ปุ่นยังสนใจบทบาทไทยในเรื่องเมียนมาด้วย ซึ่งรองนายกฯ ก็เล่าให้เห็นว่าไทยขับเคลื่อนอะไรบ้าง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในเมียนมา หนึ่งในแนวทางคือ การกลับไปมีปฏิสัมพันธ์ทั้งกับฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเมียนมา ซึ่งคุณสีหศักดิ์ย้ำว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามฉันทมติ 5 ข้ออย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอ ไทยต้องมีบทบาทนำในอาเซียนในเรื่องนี้ เพราะไทยมีพรมแดนติดกับเมียนมา และได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งโดยตรง
ท่าทีของรัฐบาลไทยคือต้องหาทางช่วยให้เกิดสันติภาพและความปรองดอง ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์ ต้องไม่ใช่ปฏิสัมพันธ์ฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายเมียนมาต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียนและประชาคมโลกด้วย โดยไทยต้องการดึงเมียนมากลับสู่อาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะทั้งญี่ปุ่นและอาเซียนต่างก็ไม่อยากให้เมียนมาถูกโดดเดี่ยว เพราะถ้าถูกโดดเดี่ยวก็จะกลายช่องว่างให้เกิดการแข่งขันของมหาอำนาจ
ไทยยังใช้โอกาสนี้บอกญี่ปุ่นว่าควรจะมีบทบาทมากขึ้นต่อปัญหาในเมียนมา โดยจะเป็นบทบาทของญี่ปุ่นเอง หรือบทบาทที่ร่วมมือกับไทยก็ได้ เพราะญี่ปุ่นก็มีผลประโยชน์ที่สำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจในเมียนมา
ไทยในระเบียบโลกใหม่ และทิศทางการทูตเศรษฐกิจ
อีกเวทีปาฐกถาที่รองนายกฯ ได้มีโอกาสขึ้นกล่าวคือที่สถาบัน National Graduate Institute for Policy Studies หรือ GRIPS ในกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นสถาบันที่เน้นด้านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องการต่างประเทศ

หัวข้อที่รองนายกฯ กล่าวคือ ‘Navigating Thailand in the Era of Transformation of Regional Order’ ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ‘การขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านระเบียบภูมิภาค’ มีนักศึกษาที่สนใจมานั่งฟังเป็นจำนวนมาก และพอจบเซสชันก็มีนักศึกษาจากหลายชาติร่วมถามคำถาม ทั้งนักศึกษาจากสหรัฐฯ, เช็กเกีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น
คุณสีหศักดิ์เผยว่า จุดประสงค์หลักๆ ที่มาพูดบนเวทีนี้คืออยากจะคุยกับคนรุ่นใหม่ พวกเขาจะได้เห็นว่า ไทยมีแนวทางและแนวคิดอย่างไรต่อสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ มีการพูดถึงระเบียบโลกใหม่ โลกที่กำลังผันแปร ดุลอำนาจเคลื่อนย้ายมาเอเชีย การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจที่ทวีความดุเดือดขึ้น ในขณะที่กฎกติการะหว่างประเทศถูกบั่นทอน ตลอดจนการก้าวขึ้นมาของเทคโนโลยีในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญของอำนาจของประเทศ
รองนายกฯ ย้ำจุดยืนไทยว่า สิ่งสำคัญคือการพยายามผนึกกำลังกับประเทศที่เห็นตรงกันเพื่อรักษาระเบียบโลก ท่ามกลางความผันผวนต่างๆ
นอกจากนี้รองนายกฯ ยังชี้ให้เห็นประเด็นความท้าทายอื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โรคระบาด ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่แต่ละประเทศต้องร่วมมือกันรับมือ
การรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจก็เป็นอีกหนึ่งในนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งการรักษาสมดุลนี้ ไม่ใช่การอยู่ตรงกลางแบบไม่มีจุดยืนเลย รองนายกฯ ย้ำว่า ไทยต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจทุกประเทศ เพราะไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือจีนต่างก็มีความสำคัญต่อไทยทั้งในด้านยุทธศาสตร์ ความมั่นคง และเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดำเนินความสัมพันธ์จะต้องยึดถือผลประโยชน์ของไทยและหลักการระหว่างประเทศเป็นที่ตั้ง
การที่ไทยผนึกกำลังกับอาเซียนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะอาเซียนคืออำนาจต่อรองของเรา ที่ผ่านมาอาเซียนมีบทบาทเป็นเสาหลักของการสร้างสันติภาพในภูมิภาค พร้อมย้ำว่าทุกประเทศก็ไม่อยากเลือกข้าง
นโยบายนี้สอดคล้องกับแนวคิดภูมิภาคนิยมที่จะทำให้ไทยมีทางเลือกมากขึ้นด้วย โดยรองนายกฯ มองว่าญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย หรือเกาหลีใต้ ควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค เพื่อให้เรามีทางเลือกมากขึ้น เพราะไทยไม่จำกัดตัวเองกับการเลือกระหว่างสองฝ่าย แต่อยากที่จะรักษาสิ่งที่เรียกว่า ‘Strategic Autonomy’ หรือความมีอิสระทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดนโยบายการต่างประเทศตามผลประโยชน์ของไทย
นอกจากประเด็นการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจแล้ว ไทยยังมีปัญหาเฉพาะหน้าตามชายแดนที่กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก นั่นคือ ปัญหาความสัมพันธ์กับกัมพูชา และความขัดแย้งในเมียนมา
ในประเด็นกัมพูชานั้น รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สองประเทศจะเดินไปสู่หน้าใหม่ของความสัมพันธ์ ตราบใดที่กัมพูชายังคงเดินเกมสองหน้าอย่างที่เป็นอยู่ เพราะไทยไม่ทราบเจตนาว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการไปทางไหน เนื่องจากด้านหนึ่งก็ดูเหมือนอยากเดินหน้า แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ในเวทีระหว่างประเทศเพื่อสร้างความได้เปรียบของตนเอง
คุณสีหศักดิ์ย้ำว่า ไทยยังต้องยืนยันท่าทีของเรา โดยให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และรับฟังเสียงของประชาชน โดยจะคุยก็ต่อเมื่อกัมพูชาพร้อมจริงๆ ซึ่งเมื่อเขาพร้อม เราก็ค่อยๆ เดินหน้าปรับความสัมพันธ์สู่ระดับปกติ
ล่าสุดในช่วงสัปดาห์นี้ ไทยมีการตั้งผู้ประนอมฝ่ายไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อกำหนดแบ่งเขตทางทะเลให้ชัด หลังจากที่มีการยกเลิกกรอบเจรจาภายใต้ MOU44 ไป เนื่องจากไม่คืบหน้า โดยคาดว่าหลังจากนี้จะใช้เวลาราว 1 ปีก่อนที่คณะกรรมการประนอมที่ประกอบด้วยตัวแทนสองฝ่ายจะออกรายงานข้อเสนอแนะ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่ข้อบังคับหรือคำตัดสินที่ไทยต้องปฏิบัติตาม แต่อาจเป็นแนวทางในการเจรจากันต่อเพื่อหาข้อยุติ
ปัญหาความขัดแย้งในเมียนมาก็เป็นอีกเรื่องเฉพาะหน้าที่ไทยให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของไทยโดยตรงเนื่องด้วยมีพรมแดนติดกันแล้ว ปัญหาในเมียนมายังเป็นโอกาสที่ไทยจะแสดงบทบาทในประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ
การไปญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมสังเกตเห็นสื่อญี่ปุ่นให้ความสนใจและถามเกี่ยวกับนโยบายของไทยต่อเมียนมามากเป็นพิเศษ ซึ่งรองนายกฯ เผยแนวทางว่า ไทยจะกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเวลานี้มีหลายประเทศในอาเซียนเริ่มเห็นตรงกับไทยแล้ว ในขณะที่ชาติมหาอำนาจในภูมิภาคทั้งอินเดียและจีนต่างก็เชิญประธานาธิบดีมินอ่องหล่ายของเมียนมาไปเยือนแล้วเช่นกัน
อีกหนึ่งมิติในด้านการต่างประเทศที่ไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ การขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นเหมือนกันทุกประเทศ เพราะการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในหลายพื้นที่เสี่ยงของโลก บีบให้แต่ละประเทศต้องมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
การเข้าร่วมกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญ เพราะจะสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของไทย เพราะจะต้องมีการปรับปรุงกฎกติกาต่างๆ ให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งญี่ปุ่นสนับสนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ตั้งแต่แรก โดยที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจของไทยและญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
อีกกรอบคือ CPTPP หรือชื่อเต็มๆ ว่า ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) ที่มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยสื่อญี่ปุ่นให้ความสนใจว่าไทยต้องการเข้าร่วมกลุ่มนี้มากน้อยแค่ไหน
คุณสีหศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับกลุ่ม CPTPP เป็นอย่างมากและมีบทบาทนำมาตลอด หลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกไป (ในชื่อเดิม TPP) ถือเป็นกรอบที่สำคัญสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้าเสรีในภูมิภาค และเป็นกรอบที่มีมาตรฐานสูง เพราะไม่ใช่แค่ดูประเด็นการค้าอย่างเดียว แต่ยังมีประเด็นด้านสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ง่ายที่ไทยจะไปสู่มาตรฐานเหล่านี้
ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการและทุกภาคส่วนของไทยยังไม่พร้อม แต่รองนายกฯ ชี้ว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป กรอบนี้มีความสำคัญในการส่งเสริมการค้าเสรีให้เดินหน้าต่อไปในช่วงที่การค้าเสรีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) เผชิญกับอุปสรรค ดังนั้นข้อตกลง CPTPP จึงมีความสำคัญ และไทยก็ควรจะมีส่วนร่วมในกรอบนี้
ส่วนเรื่องมาตรฐานต่างๆ ที่เป็นข้อกังวล คุณสีหศักดิ์มองว่า เรื่องนี้ต้องมีการเจรจาเหมือนกับที่ต้องเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) อยู่แล้ว ไทยต้องมาพิจารณากันจริงจัง มิเช่นนั้นอาจพลาดโอกาส หรือตกขบวนรถไฟได้ ซึ่งในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศนั้นมองว่า กรอบนี้นับวันจะยิ่งสำคัญ ในขณะที่จีนกับสหราชอาณาจักรก็ขอสมัคร นอกจากนี้ชาติอาเซียนหลายประเทศก็อยู่ในนั้น
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผมถามรองนายกฯ ว่า การต่างประเทศของไทยจะประสานมิติความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหารอย่างไร เพราะในบางบริบทอาจสวนทางกัน ซึ่งสีหศักดิ์ตอบว่า ไทยต้องมองความมั่นคงในองค์รวม ที่ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคงทางการเมือง ความมั่นคงทางการทหาร และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งการดำเนินนโยบายของกระทรวงจะตอบสนองต่อ Comprehensive Security หรือความมั่นคงที่ครอบคลุมทุกมิติ แต่ปัจจุบันความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราเห็นสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยตรง
ไทยในเรดาร์โลก และการแสดงความเห็นในประเด็นระหว่างประเทศ
ไทยพูดถึงการกลับสู่จอเรดาร์โลกมาระยะหนึ่งแล้ว หลังจากที่บทบาทไทยในเวทีโลกหายไปช่วงหนึ่ง แต่คำถามสำคัญคืออะไรคือตัวชี้วัดว่าไทยกลับมาแล้ว
นอกจากการที่ผู้นำต่างประเทศเชิญให้ผู้นำไทยไปเยือน หรือการที่ผู้นำประเทศสำคัญๆ เลือกเดินทางมาเยือนไทยแล้ว อีกตัวชี้วัดหนึ่งคือ การที่ประเทศอื่นให้ความสนใจต่อมุมมองของไทยและถามความเห็นไทยในประเด็นระหว่างประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับไทยด้วย

การไปญี่ปุ่นรอบนี้ สื่อญี่ปุ่นมีการถามความเห็นจากไทยว่าคิดอย่างไรกับการที่จีนสนใจเข้าร่วมกรอบ CPTPP ด้วย ซึ่งคุณสีหศักดิ์กล่าวกับผมว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะบางครั้งเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองขึ้น หากมีการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ก็อาจช่วยลดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศได้ อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่น่ากังวลคือ ปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจมักไปในทางเดียวกัน ทว่าคุณสีหศักดิ์มองว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นผลประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เพราะทำให้เกิดความใกล้ชิดกันมากขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือที่สมาคมผู้สื่อข่าวแห่งชาติญี่ปุ่น (JNPC) ผู้ร่วมประชุมได้ถามมุมมองรองนายกฯ ต่อกรณีที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจุดชนวนความตึงเครียดเรื่องไต้หวันกับจีน ซึ่งคุณสีหศักดิ์กล่าวกับผมว่า เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน เพราะจีนขีดเส้นเรื่องไต้หวันไว้ สำหรับไทยยังยึดมั่นในนโยบายจีนเดียว แต่ท่าทีไทยคืออยากเห็นการแก้ปัญหาไต้หวันโดยสันติวิธี

รองนายกฯ มองว่า ปัญหาในปัจจุบัน คือจีนและญี่ปุ่นยังไม่มีความสัมพันธ์ที่มองไปสู่อนาคต แต่ยังเป็นความสัมพันธ์ที่ยึดโยงกับความขัดแย้งในอดีต สิ่งเหล่านี้จะกลับมาทำให้ความสัมพันธ์มีปัญหา โดยพื้นฐานสองชาตินี้ยังขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นเรื่องที่สองประเทศต้องคุยกัน ซึ่งจริงๆ แล้วมีหลายเรื่องที่สองประเทศสามารถร่วมมือกันได้ เช่น เรื่อง AI ที่จีนกับญี่ปุ่นสามารถร่วมมือกันในการกำหนดกติกาหรือระบบธรรมาภิบาล
กับคำถามว่า ไทยกลับสู่จอเรดาร์แล้วหรือไม่ คุณสีหศักดิ์ตอบว่า การกลับสู่จอเรดาร์แปลว่า ไทยอยากกลับมาแสดงบทบาทในเวทีโลกด้วย ซึ่งการที่ Nikkei เชิญไทยมาพูด มาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของเอเชีย หรือการที่รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นขอพบตน ในขณะที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมอื่นนั้น ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว สัญญาณบวกจากเวที Nikkei Forum อาจเป็นเพียงก้าวแรกๆ ของการพาทัพการทูตไทยกลับสู่เรดาร์โลก แต่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือบททดสอบของจริง ทั้งปมร้อนชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน การรักษา ‘ความมีอิสระทางยุทธศาสตร์’ ท่ามกลางมหาอำนาจที่บีบให้เลือกข้าง และการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในประเทศ กับอีกโจทย์ท้าทายคือการพิสูจน์ว่าไทยพร้อมจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อนภูมิภาคให้ ‘คนเอเชียชนะไปด้วยกัน’ และนำพาประเทศก้าวผ่านมรสุมระเบียบโลกใหม่นี้ได้อย่างสง่างาม


