วันนี้ (14 มิถุนายน) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศ Tax Haven หรือแหล่งหลบภาษีของเศรษฐีทั่วโลกกำลังจะ ‘ลงประชามติ’ ว่าจะจำกัดจำนวนประชากรของประเทศหรือไม่ ซึ่งผลของการลงคะแนนเสียงครั้งนี้จะพ่วงมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นฐาน และการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีมาด้วย ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สวิตเซอร์แลนด์กำลังซ้ำรอย Brexit เหตุการลงประชามติครั้งนี้อาจนำไปสู่รอยร้าวกับสหภาพยุโรป (EU) ได้
ประเด็นสำคัญ
การลงประชามติ ซึ่งจะมีขึ้นในวันนี้ (14 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น) มีขึ้นหลังจากประชากรของประเทศเพิ่มขึ้น 10% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยจนถึงสิ้นปี 2025 มีจำนวนประชากรเกิน 9.1 ล้านคนเล็กน้อย และนับเป็นครั้งแรกที่สวิตเซอร์แลนด์มีประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี มากกว่าผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ขณะที่อัตราการย้ายถิ่นฐานสุทธิและอัตราการเกิดก็ลดลงในปีที่ผ่านมา
ท่ามกลางภาวะอัตราภาษีที่ค่อนข้างต่ำนับว่ามีส่วนช่วยให้สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นที่ตั้งของกลุ่มบริษัทข้ามชาติระดับโลก เช่น เนสท์เล่ (Nestle) ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคโนวาร์ติส (Novartis) บริษัทยายักษ์ใหญ่ รวมถึงบริษัทข้ามชาติอื่นๆ ในภาคการเงิน แบรนด์หรู และบริษัทเทคโนโลยี
นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมหาเศรษฐีหนาแน่นที่สุดในโลก และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อหัวที่แข็งแกร่งกว่าระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอื่นๆ อีกหลายแห่ง
ตามการจัดอันดับของ Corporate Tax Haven Index ซึ่งจัดทำโดย Tax Justice Network ที่เป็นดัชนีที่จัดอันดับประเทศและเขตดินแดนทั่วโลก ที่มีส่วนช่วยหรือเอื้อประโยชน์ให้บริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations) หลีกเลี่ยงหรือจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าความเป็นจริงแสดงให้เห็นว่า สวิตเซอร์แลนด์ถูกจัดอยู่อันดับที่ 3 ของโลก
โดย ณ สิ้นปี 2024 ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า 41% ของประชากรมี ‘ภูมิหลังการย้ายถิ่นฐาน’ (Migration Background) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกผู้อพยพและบุตรที่เกิดในสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ 32.5% ของผู้อยู่อาศัยถาวรในประเทศเป็นผู้อพยพพวกรุ่นแรก ส่วนพลเมืองสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านคนอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ คิดเป็นประมาณ 16% ของประชากรในประเทศ และมีพลเมือง EU อีกราว 340,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานในสวิตเซอร์แลนด์ทุกวัน
ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% จะไม่เห็นด้วยกับมาตรการจำกัดจำนวนประชากร ขณะที่ 45% เห็นด้วย
มาตรการจำกัดจำนวนประชากรนี้ จะทำงานอย่างไร?
หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนข้อเสนอการจำกัดจำนวนประชากร สภาบริหารแห่งสมาพันธรัฐ (Federal Council) และรัฐสภาของประเทศจะต้องบังคับใช้มาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการเติบโตของประชากรไปจนถึงปี 2050
ระบบการย้ายถิ่นฐานจะถูกคุมเข้มขึ้น หากประชากรเกิน 9.5 ล้านคน ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในช่วง 24 ปีข้างหน้า โดยโครงการขอลี้ภัยและการรวมกลุ่มของครอบครัวจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องเผชิญกับการปรับลด ยิ่งไปกว่านั้น ข้อตกลงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของสวิตเซอร์แลนด์กับสหภาพยุโรปอาจต้องสิ้นสุดลง หากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเกินเกณฑ์ 10 ล้านคน
ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของเขตเชงเกน (Schengen) ซึ่งเป็นพื้นที่เดินทางไร้พรมแดนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของ EU หลายแห่ง
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศ EU และสวิตเซอร์แลนด์ยังมีข้อตกลงที่อนุญาตให้พลเมืองของแต่ละฝ่ายสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี ทำให้สามารถอยู่อาศัยและทำงานในดินแดนของกันและกันได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีงานทำหรือมีแหล่งรายได้อื่นรองรับ
ส่องเสียงสะท้อนจากฝ่ายสนับสนุน
พรรค SVP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาของสวิตเซอร์แลนด์ กำลังกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ‘ส่งสัญญาณที่ชัดเจน’ ไปยังผู้กำหนดนโยบายเพื่อควบคุมสิ่งที่พรรคเรียกว่า การเติบโตของประชากรที่ ‘ล้นหลาม’ (Overwhelming)
ในแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พรรค SVP ระบุว่าการลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับการจำกัดจำนวนประชากรจะยังคงอนุญาตให้มีผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์ได้ 40,000 คนต่อปี
ด้าน ปิเอโร มาร์เคซี สมาชิกสภานิติบัญญัติ กล่าวว่าการเติบโตของประชากรได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อการบริการสาธารณะ ค่าจ้าง ราคาค่าเช่า การศึกษา และตลาดแรงงาน
ส่องเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ
ในทางกลับกัน บรรดาบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์แย้งว่า การจำกัดการย้ายถิ่นฐานอย่างเข้มงวดจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหา ซึ่งเผชิญกับการเติบโตที่ชะลอตัว ค่าเงินที่พุ่งสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อชะลอตัว (disinflation) และนโยบายกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
Economiesuisse ซึ่งเป็นองค์กรการค้าที่มีสมาชิกกว่า 100,000 ราย รวมถึง Amazon Web Services Roche Google และ Johnson & Johnson ได้แสดงความคัดค้านต่อข้อเสนอการจำกัดจำนวนประชากรดังกล่าว
รูดอล์ฟ มินช์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กล่าวในแถลงการณ์ทางอีเมลถึงสำนักข่าว CNBC ว่า ความเจริญรุ่งเรืองของสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นอยู่กับ “ความเปิดกว้าง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับยุโรป”
“เราเข้าใจดีว่าความกังวลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตของประชากรเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง และความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยแนวทางทางการเมืองที่สามารถปฏิบัติได้จริง การจำกัดการย้ายถิ่นฐานที่ตายตัวไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมาตรการดังกล่าวเสี่ยงที่จะบั่นทอนข้อตกลงทวิภาคีกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์” มินช์ กล่าว
มินช์กล่าวเสริมว่า สวิตเซอร์แลนด์ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติที่มีคุณสมบัติสูงอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคส่วนต่างๆ เช่น ยา เทคโนโลยี และการรักษาพยาบาล ซึ่งข้อจำกัดที่รุนแรงต่อการย้ายถิ่นฐานจะทำให้นวัตกรรม การเติบโต และความสามารถในการแข่งขันอ่อนแอลง พร้อมทั้งทำให้บริษัทต่างๆ ดึงดูดผู้มีความสามารถระดับนานาชาติได้ยากขึ้น
“จำนวนผู้เกษียณอายุจะมีมากกว่าคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ หากการย้ายถิ่นฐานของแรงงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนถูกระงับ สวิตเซอร์แลนด์จะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล ร้านขายของ หรือในอุตสาหกรรมการส่งออก ประเทศจะเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานต่างชาติในทุกๆ แห่ง” มินช์กล่าว
มาร์ติน ฟอน โมส (Martin von Moos) ประธานสมาคมโรงแรมสวิตเซอร์แลนด์ (HotellerieSuisse) กล่าวว่า “การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งจะรุนแรงขึ้นจากความคิดริเริ่มนี้ จะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหลายบริษัทจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนดังกล่าวต่อไป ในขณะเดียวกัน การรักษามาตรฐานการบริการในระดับปกติจะทำได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก”
ถอดบทเรียนราคาแพงจากกรณี Brexit
โจเอา บี. ดูอาร์เต ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบัน Nova School of Business and Economics ของโปรตุเกส กล่าวกับ CNBC ว่าการจำกัดจำนวนประชากรอาจทำลายความน่าเชื่อถือของสวิตเซอร์แลนด์ในหลายๆ ด้าน หากบริษัทต่างๆ เชื่อว่าการเข้าถึงแรงงานชาวยุโรปอาจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น การตัดสินใจลงทุนก็อาจเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะถูกบังคับใช้จริงด้วยซ้ำ
ดูอาร์เตชี้ว่า การถอนตัวออกจาก EU ของสหราชอาณาจักร (Brexit) “เป็นอุทาหรณ์ที่เป็นประโยชน์ การยุติการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นไปสู่การพึ่งพาตนเองด้านแรงงานในประเทศ แต่มันก่อให้เกิดการขาดแคลน ความขัดแย้งในการสรรหาบุคลากร และต้นทุนที่สูงขึ้นในภาคส่วนต่างๆ ที่เคยพึ่งพาแรงงาน EU ที่มีความยืดหยุ่น”
ดูอาร์เตกล่าวสรุปว่า EU เป็นคู่ค้ารายหลักของสวิตเซอร์แลนด์ และการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีนั้นมีความเชื่อมโยงกับกรอบความร่วมมือทวิภาคีในวงกว้าง ซึ่งช่วยให้บริษัทของสวิตเซอร์แลนด์ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดต่างๆ ของยุโรป
“หากผลการลงคะแนนเสียง ‘เห็นชอบ’ บีบให้สวิตเซอร์แลนด์ต้องยุติข้อตกลงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีในที่สุด ความตึงเครียดจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นโยบายการย้ายถิ่นฐานเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และ EU”
เปิดกลไกการทำงานของการจำกัดจำนวนประชากร
หากผลการลงคะแนนเสียงผ่านความเห็นชอบ รัฐบาลจะมีหน้าที่ต้องออกนโยบายเพื่อควบคุมการย้ายถิ่นฐานออกเป็น 2 ระยะ
ในระยะแรก รัฐบาลจะต้องปฏิเสธการเดินทางเข้าประเทศของผู้ย้ายถิ่นฐานรายใหม่ ซึ่งรวมถึงผู้แสวงหาที่พักพิงและครอบครัวของผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติ เมื่อจำนวนประชากรแตะระดับ 9.5 ล้านคน
จากนั้น หากจำนวนประชากรแตะระดับ 10 ล้านคน รัฐบาลจะถูกบังคับให้ยกเลิกข้อตกลงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีกับสหภาพยุโรป
อ้างอิง:

