×

นักเดินทางยุคใหม่ ไม่ได้ซื้อความหรูอีกต่อไป Longevity โรงแรมพรีเมียม มาแรงแซงลักชูรี! ‘IHG’ รุกขยายพอร์ตไทย-อินโด-เวียดนาม

12.06.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าวธุรกิจโรงแรม IHG เกี่ยวกับเทรนด์ Wellness-Longevity และการขยายพอร์ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก กระทบต้นทุนสายการบิน รวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่ภาพรวมธุรกิจโรงแรมทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนผ่านรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ที่เพิ่มขึ้น 4.4% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569

 

ขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นถึง 23%

 

วิเวก บัลลา กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี IHG Hotels & Resorts หรือ InterContinental Hotels Group เปิดเผยว่า แม้ช่วงวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในบางตลาดที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นหลัก จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยจึงปรับตัวลดลงไปบ้าง

 

แต่ด้วยการเป็นธุรกิจโรงแรมระดับโลกที่มีพอร์ตกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ส่งผลให้ IHG สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากตลาดอื่นเข้ามาช่วยพยุงภาพรวมธุรกิจเอาไว้ ส่งผลให้บริษัทยังคงรักษาความยืดหยุ่นและความสามารถในการเติบโตได้เป็นอย่างดี

 

“นี่เป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น และยังคงเชื่อมั่นอย่างมากในศักยภาพระยะกลางและระยะยาวของประเทศไทย ซึ่งสะท้อนจากจำนวนโรงแรมใหม่ที่ยังอยู่ใน Pipeline อีกเป็นจำนวนมาก” วิเวก กล่าว

 

อุตสาหกรรมโรงแรมโลกยังโตแกร่ง

 

โดยในด้านการดำเนินธุรกิจ IHG ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยพร้อมสนับสนุนผู้ที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการจอง พร้อมยึดความปลอดภัยของพนักงานและผู้เข้าพักเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ควบคู่กับการรักษาสมดุลทางธุรกิจผ่านการขยายฐานตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่างจีนและอินเดีย รวมถึงการผลักดันตลาดในประเทศเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ขณะที่ข้อมูลจาก STR Country Data ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ชี้ว่า อุตสาหกรรมโรงแรมโลกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย RevPAR เติบโต 4.4% และเติบโตในทุกเซกเมนต์ของตลาด สะท้อนว่าความต้องการเดินทางทั่วโลกยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

 

สำหรับภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยและจีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยเติบโตโดดเด่นถึง 23% ขณะที่ความต้องการท่องเที่ยวภายในประเทศของไทยเพิ่มขึ้น 2%

 

ภาพรวม 10 ตลาดนักท่องเที่ยวหลักของประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่ จีน ไทย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหราชอาณาจักร อินเดีย เกาหลีใต้ เยอรมนี และสิงคโปร์ ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวของ IHG คือไทย จีน รัสเซีย

 

อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมโรงแรมโลก คือการเติบโตของนักเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์มากกว่าความหรูหราแบบดั้งเดิม โดยข้อมูลจาก Oxford Economics คาดการณ์ว่า ภายในปี 2035 จะมีครัวเรือนกลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้นถึง 670 ล้านครัวเรือนทั่วโลก เนื่องจากนักเดินทางยุคใหม่เลือกที่พักหันมาใหความสำคัญกับประสบการณ์ มองหาความเป็นเอกลักษณ์ เสน่ห์ท้องถิ่น การออกแบบ และทำเลที่ตั้ง มากกว่าการพิจารณาเฉพาะระดับความหรูหรา

 

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนชัดจากรายงาน CoStar Hospitality National Report Thailand เดือนพฤษภาคม 2569 ที่พบว่า โรงแรมในกลุ่ม “พรีเมียม” (Premium) ซึ่งครอบคลุมระดับ Upscale และ Upper Midscale กลายเป็นเซกเมนต์ที่ทำผลงานดีที่สุดในตลาดไทย สามารถเชื่อมช่องว่างระหว่างโรงแรมระดับกระแสหลักและโรงแรมหรูได้อย่างลงตัว

 

ที่สำคัญ ความต้องการเข้าพักในกลุ่มพรีเมียม ยังเติบโตเร็วกว่าจำนวนห้องพักใหม่ที่เข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน อุปทานห้องพักเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% ขณะที่อุปสงค์เติบโตสูงถึง 4.5%

 

รองรับเมกะเทรนด์ Wellness-Longevity

 

เมื่อพิจารณาอัตราการเข้าพัก พบว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มพรีเมียมมีอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 69.6% สูงกว่ากลุ่ม Luxury & Lifestyle ที่ 66.8% และกลุ่ม Mainstream ที่ 64.4%

 

ขณะที่ตัวเลขสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนพฤษภาคม กลุ่มพรีเมียมยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยอัตราการเข้าพักสูงถึง 78.7% แซงหน้ากลุ่ม Luxury & Lifestyle ที่ 76.1% และกลุ่ม Mainstream ที่ 72.4%

 

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กลุ่มพรีเมียมเติบโตเหนือเซกเมนต์ลักชูรี มาจากการขยายตัวของชนชั้นกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง แต่ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ควบคู่กับความคุ้มค่า

 

นักเดินทางกลุ่มนี้มองหาที่พักที่มีเอกลักษณ์ เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และมอบประสบการณ์ที่คัดสรรมาอย่างดีในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า โดยมีค่าใช้จ่ายกลุ่มพรีเมียมเฉลี่ยมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน

 

นอกจากนี้ โรงแรมในกลุ่มพรีเมียมยังตอบโจทย์กระแส Blended Travel หรือการเดินทางที่ผสานการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกัน ผ่านการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่แบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่างโซนทำงาน โซนพักผ่อน และโซนนอน พร้อมรองรับเมกะเทรนด์ด้าน Wellness และ Longevity ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการดูแลคุณภาพการนอน รองรับอาการเจ็ตแล็ก (Jet Lag) หรืออาหารเพื่อสุขภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

วิเวก เผยอีกว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 RevPAR ของ IHG ทั่วโลกเติบโต 4.4% และยังคงเห็นโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่โดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมที่มีอัตราการเข้าพักสะสมตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 78.7%

 

“นักท่องเที่ยวชนชั้นกลางในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงโรงแรมทั่วไปอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในเวลาเดียวกัน” วิเวก กล่าว

 

มอง ‘ไทย’ มีฐานนักท่องเที่ยวหลากหลาย

 

ปัจจุบัน IHG เปิดดำเนินการโรงแรมในประเทศไทยแล้ว 42 แห่ง ครอบคลุม 11 แบรนด์ โดยแบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่ม Mainstream 50% กลุ่ม Luxury & Lifestyle 40% กลุ่ม Premium 5% และกลุ่ม Suites 5%

 

เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย อยู่ระหว่างพัฒนา บริษัทเตรียมขยายพอร์ตโรงแรมในประเทศเกือบเท่าตัว ผ่านโรงแรมใหม่ใน Pipeline อีก 39 แห่ง โดยกว่า 41% หรือ 16 แห่ง จะอยู่ในกลุ่ม Mainstream สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาดไทยในระยะยาว

 

ส่วนการดำเนินธุรกิจของ IHG ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยอยู่ระหว่างการพัฒนา 39 แห่ง , อินโดนีเซีย เปิดให้บริการ 35 แห่ง อยู่ระหว่างการพัฒนา 12 แห่ง และเวียดนาม เปิดให้บริการ 24 แห่ง อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 19 แห่ง

 

ขณะเดียวกัน IHG ยังเดินหน้าขยายแบรนด์สำคัญอย่าง voco Hotels, Crowne Plaza, Ruby Hotels และ Vignette Collection โดยมุ่งเจาะทั้งตลาดนักเดินทางยุคใหม่ กลุ่ม Blended Travel และตลาดโรงแรมไลฟ์สไตล์ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เกาะสมุย กระบี่ พัทยา และเชียงใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของนักเดินทางยุคใหม่ทั่วโลก

 

อีกทั้ง IHG ยังเตรียมนำแบรนด์ Ruby ซึ่งเป็นโรงแรมแนว Urban Lifestyle เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย หลัง IHG เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2568 โดยมองเห็นศักยภาพในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา รวมถึงเตรียมเปิดตัว Noted Collection เพื่อรองรับโรงแรมอิสระคุณภาพสูงที่ต้องการเข้าร่วมเครือข่ายระดับโลก

 

“ต้องบอกว่าไทยมีฐานนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย นักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์ ไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ IHG ในภูมิภาค”วิเวก กล่าวทิ้งท้าย

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories