SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของ อีลอน มัสก์ กำลังจะเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในสัปดาห์นี้ โดยตั้งเป้าระดมทุน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.48 ล้านล้านบาท) ที่ระดับมูลค่ากิจการสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 57.75 ล้านล้านบาท)
ประเด็นสำคัญ
ท่ามกลางกระแสความคาดหวังที่ร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในตลาดทุน Business Insider ได้เปรียบเทียบดีลดังกล่าวกับการ IPO ของ Facebook เมื่อปี 2012 ซึ่งเคยเป็นการเสนอขายหุ้นเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น แต่กลับจบลงด้วยราคาหุ้นที่ดิ่งลงกว่า 50% ในช่วงหลายเดือนหลัง IPO เนื่องจากนักลงทุนมองว่ามูลค่าบริษัทสูงเกินจริง
4 ความเสี่ยงที่คล้ายกับ Facebook
ประเด็นที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับ SpaceX หลายเรื่องมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยฉุดหุ้น Facebook ในอดีต โดยเรื่องแรกคือสัดส่วนหุ้นที่จัดสรรให้นักลงทุนรายย่อย เช่นเดียวกับ Facebook ที่เคยจัดสรรหุ้นให้รายย่อยสูงถึง 15% SpaceX ก็กันหุ้น IPO ไว้ให้กลุ่มนักลงทุนรายย่อยมากถึง 30%
แม้มัสก์และบริษัทในเครือจะมีฐานแฟนคลับนักลงทุนรายย่อยอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการเน้นขายให้รายย่อยอาจสะท้อนว่าความต้องการจากนักลงทุนสถาบันอ่อนแอกว่าที่คาด ขณะที่ในฟอรัมออนไลน์เองก็เริ่มมีความกังวลว่ารายย่อยอาจกลายเป็น ‘ผู้รับเคราะห์’ หรือสภาพคล่องให้นักลงทุนรุ่นแรกได้ถอนทุนออกไป
เรื่องที่ 2 คือธุรกิจที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ว่าจะทำกำไรได้จริง แผนงานหลายอย่างของ SpaceX ทั้งศูนย์ข้อมูลในวงโคจรและการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย ฟังดูราวกับหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์
โดยบริษัทประเมินว่าจะคว้าส่วนแบ่ง 21% ของความต้องการประมวลผลทั่วโลกได้ แต่ Morningstar บริษัทวิจัยการลงทุนมองว่าโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นมีเพียง 7% และน่าจะทำได้จริงราว 4% ภายในปี 2040 มากกว่า
เรื่องที่ 3 คือมูลค่าบริษัทที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ก่อนหน้า IPO มูลค่าของ Facebook เคยไต่ขึ้นเรื่อยๆ จนนักลงทุนมองว่าปัจจัยพื้นฐานไม่สามารถรองรับราคาได้
ส่วน SpaceX กำลังจะเข้าตลาดด้วยมูลค่าที่ใหญ่พอจะติดอันดับบริษัทมูลค่าสูงสุดของโลกทันที ทั้งที่เพิ่งขาดทุนไป 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 แสนล้านบาท) เมื่อปีก่อน โดย Morningstar ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ที่ 63 ดอลลาร์ต่อหุ้น (ประมาณ 2,079 บาท) ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายถึง 53%
เรื่องสุดท้ายคือสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายในตลาดจริง (Free Float) มีน้อยมาก โดย SpaceX เปิดขายหุ้นให้สาธารณชนเพียง 5% ของหุ้นทั้งหมดเท่านั้น ต่างจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ ที่มักปล่อยหุ้นให้ซื้อขายได้เกือบทั้งบริษัท
เมื่อหุ้นในตลาดมีจำนวนจำกัด ราคาก็มีแนวโน้มผันผวนสูงในช่วงเริ่มซื้อขาย และยังต้องจับตาแรงเทขายจากคนวงในที่จะตามมา เมื่อหุ้นล็อตที่ติดเงื่อนไขห้ามขายทยอยเข้าสู่ตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
บทเรียนสำคัญจากซัปพลายหุ้นล็อตใหม่
เบเนดิกต์ วิก อาจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย Washington & Lee ชี้ว่าความคล้ายคลึงสำคัญระหว่าง SpaceX กับ Facebook คือภาวะ ‘หุ้นล้นตลาด’ ในอนาคต
วิกอธิบายว่า Facebook ในช่วงแรกปล่อยหุ้นเข้าตลาดเพียงส่วนน้อย ส่วนที่เหลือติดเงื่อนไขห้ามขาย (Lock-up) นานถึง 1 ปี และเมื่อหุ้นล็อตใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาด ราคาหุ้นจึงค่อยปรับลงไปสู่ระดับที่แท้จริง
ซึ่งสถานการณ์ของ SpaceX ก็คล้ายกันแต่ในขนาดที่ใหญ่กว่ามาก โดยบทพิสูจน์ที่แท้จริงจะมาถึงก็ต่อเมื่อช่วงเวลา Lock-up สิ้นสุดลงและหุ้นเริ่มทยอยเข้าตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เสียงส่วนใหญ่จากผู้เชี่ยวชาญแนะให้รอ
นอกจากบทเรียนจาก Facebook แล้ว Business Insider ยังรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่แนะนำให้นักลงทุนชะลอการซื้อหุ้นในวันแรก โดยให้เหตุผลด้านมูลค่าที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
โรเบิร์ต อาร์. จอห์นสัน ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย Creighton ระบุว่าเขา “จะไม่แตะ” หุ้น IPO ตัวนี้ และแนะนำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ทำเช่นเดียวกัน เพราะมูลค่าบริษัทตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกอย่างจะเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ
จอห์นสันยังเตือนว่าแฟนคลับของมัสก์เคยดันมูลค่า Tesla ให้สูงเกินปัจจัยพื้นฐานมาแล้ว และ SpaceX ก็อาจเจอภาวะเดียวกัน
อีกหนึ่งเสียงเตือนที่น่าสนใจมาจาก คีธ ฟิตซ์-เจอรัลด์ ผู้ก่อตั้งกองทุน Fitz-Gerald Must Have Portfolio ที่มองว่านักลงทุนรายย่อย “แทบจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน” ที่เข้าซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่อย่าง SpaceX
เพราะรายย่อยมักไม่พร้อมรับมือกับสนามที่ถูกครอบงำด้วยนักลงทุนสถาบันและระบบเทรดอัตโนมัติที่ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณ ซึ่งมีเครื่องมือซับซ้อนทั้งตราสารอนุพันธ์และการวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่ได้เปรียบกว่า จนอาจทำให้ราคาหุ้นผันผวนรุนแรงในระยะสั้น
ด้าน แอนดี แวนเดนเบิร์ก ผู้ก่อตั้ง VDB Wealth อ้างอิงข้อมูลจาก Truist ว่าจากการ IPO ของหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ 30 ครั้งล่าสุด แม้ 57% จะปรับขึ้นในสัปดาห์แรก แต่กลับมีการปรับฐานลงเฉลี่ยสูงสุดถึง 55% ในปีแรก จึงมองว่าน่าจะมีจังหวะที่ดีกว่าในการเข้าลงทุน
อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนที่มองต่าง เช่น สเตฟานี ลิงก์ จาก Hightower Advisors ที่จะซื้อหุ้นในวันแรกทันที แต่แนะนำให้ถือในสัดส่วนเล็กๆ เพียง 2% ของพอร์ตแล้วลืมมันไป เพราะมองว่าไม่ควรพลาดโอกาสในธีมการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งต่อไป
สอดคล้องกับ โจเอล ชูลแมน ผู้ก่อตั้ง ERShares ที่เชื่อว่าหุ้นจะเปิดตลาดด้วยราคาที่สูงกว่าราคา IPO อย่างแน่นอน เพราะคำสั่งซื้อล้นเกินจำนวนหุ้นที่เสนอขายไปแล้ว สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ไมก์ เซริโอ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Trilogy Financial ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่น่าสนใจว่า การ IPO ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในอดีต มักเป็นเพียง ‘การปลดล็อกสภาพคล่อง’ ให้ผู้ถือหุ้นเดิม มากกว่าจะเป็นโอกาสลงทุนครั้งเดียวในชีวิต
โดยยกตัวอย่างว่าหุ้น Meta กว่าจะเริ่มทำผลตอบแทนชนะดัชนี S&P 500 ก็ใช้เวลานานกว่า 10 ปีหลัง IPO ดังนั้นหากใครสนใจหุ้นกลุ่มนี้จริง สุดท้ายก็มักจะมีโอกาสเข้าซื้อในจังหวะที่ดีกว่าเสมอ
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.00 บาท ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569
ภาพ: Steve Travelgui / Shutterstock
อ้างอิง:

