ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วานนี้ (9 มิถุนายน) โดยเน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สันติภาพ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือภาคประชาชน พร้อมกล่าวถึงประเด็นข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยยืนยันว่า “พรมแดนและอธิปไตยจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง”
ในประเด็นสันติภาพนั้น ฮุนมาเนต ย้อนถึงเส้นทางของประเทศอาเซียน ที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจ ความแตกแยกทางอุดมการณ์ และความยากจน แต่ด้วยการเจรจา การสร้างความเชื่อมั่น การเคารพในอธิปไตย การไม่แทรกแซง และการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ ได้เปลี่ยนแปลงภูมิภาคอาเซียน ให้กลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพและมีพลวัตมากที่สุดในโลก
“การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันเป็นผลมาจากการตัดสินใจอย่างรอบคอบของผู้นำและประชาชนของเรา ที่เลือกการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้า ความร่วมมือมากกว่าการแบ่งแยก และความก้าวหน้าร่วมกันมากกว่าการแข่งขัน” เขากล่าว พร้อมทั้งเตือนว่า “สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้” โดยยกตัวอย่างความขัดแย้งสมัยใหม่ที่ก้าวข้ามพรมแดนของประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
ในประเด็นความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา เขากล่าวว่า “กัมพูชายังคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ที่ถูกยึดครอง” ซึ่งเขาอ้างว่าตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และยืนยันว่า “พรมแดนและอธิปไตยจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลังหรือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว”
พร้อมกันนี้ผู้นำกัมพูชา ยังเน้นย้ำถึงการดำเนินการตามข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 3 ซึ่งเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กลับมาดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดนโดยเร็ว
ฮุน มาเนต ยังกล่าวว่า “กัมพูชายังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์กับไทย” โดยเรียกไทยว่าเป็น ‘เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด’ ซึ่งมีความมุ่งมั่นร่วมกันในเรื่องสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และเสถียรภาพในภูมิภาค
เขาเน้นย้ำว่าการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาที่มีอยู่ ความสุจริต และความเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ เขายังกล่าวเน้นถึงการตัดสินใจล่าสุดของกัมพูชาในการเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ว่าเป็นหลักฐานแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
พร้อมกันนี้ยังชื่นชมการเตรียมการของไทยในการเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว โดยเรียกว่าเป็น “ก้าวสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกันอย่างสันติ”
“ด้วยจิตวิญญาณนี้ กัมพูชาขอขอบคุณอย่างจริงใจต่อการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน สำหรับการหยุดยิงและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียน” เขากล่าว
อ้างอิง :


