เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งใหญ่ในเมืองเบลฟาสต์และพื้นที่อื่นๆ ของไอร์แลนด์เหนือ โดย กลุ่มผู้ประท้วงสวมหน้ากากได้ทำการปิดกั้นถนนหลายสาย มีการจี้รถบัส และจุดไฟเผารถยนต์บนถนน อีกทั้งยังขว้างปาดอกไม้ไฟรวมถึงจุดไฟเผาบ้านเรือนของประชาชน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้านเรือน และธุรกิจห้างร้านในบริเวณนั้นอย่างหนัก
ประเด็นสำคัญ
เกิดอะไรขึ้นที่เบลฟาสต์ ชนวนเหตุคืออะไร?
เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 มิถุนายน) ชายผู้ขอลี้ภัยชาวซูดานวัย 30 ปี ก่อเหตุใช้มีดทำครัวแทงชายวัย 40 กว่าปีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณใบหน้าและแผ่นหลัง ที่หน้าแฟลตแห่งหนึ่งในเบลฟาสต์เหนือ โดยผู้เห็นเหตุการณ์ได้เข้าช่วยเหลือและบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุเอาไว้ได้
ต่อมาผู้ก่อเหตุถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า โดยผู้บัญชาการตำรวจยืนยันว่า ไม่มีข้อมูลใดที่บ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย
ทำไมถึงเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่?
เหตุจลาจลไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งในพื้นที่โดยตรง แต่เป็นผลมาจากการปลุกระดมทางออนไลน์ โดย The Guardian รายงานว่า วิดีโอเหตุการณ์แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและกลายเป็นการ ‘จุดชนวน’ (Trigger Event) ที่กลุ่มขวาจัดและผู้ไม่หวังดี นำไปเชื่อมโยงกับวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพที่มีอยู่เดิม
อีกทั้งยังมีการปลุกระดมผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดอย่าง ทอมมี โรบินสัน ได้แชร์วิดีโอและโพสต์นัดแนะการประท้วงบนแพลตฟอร์ม X
นอกจากนี้ อีลอน มัสก์ ยังได้แชร์ข้อมูลสถานที่ประท้วงให้ผู้ติดตามกว่า 240 ล้านคน และโพสต์ให้ผู้คนออกมาประท้วงซ้ำๆ รวมถึงมีนักการเมืองฝ่ายขวาที่ร่วมผสมโรงโจมตีนโยบายผู้อพยพ
หลังจากเกิดกระแสต่อต้านทางออนไลน์เพียงไม่กี่ชั่วโมง ในคืนวันอังคาร กลุ่มคนสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าได้ออกมาก่อความวุ่นวาย มีการปล้นสะดมร้านค้า วางเพลิงร้านของชาวแอฟริกัน เผารถบัสและรถยนต์ รวมถึงบุกโจมตีบ้านเรือนที่ครอบครัวชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาประณามความรุนแรงอย่างหนักว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน และเตือนประชาชน อย่าตกเป็นเครื่องมือหรือถูกปั่นหัวจากคนแปลกหน้าบนโลกออนไลน์ พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดทั้งหลายในพื้นที่ ช่วยกันส่งเสริมการประท้วงอย่างสันติและออกมาห้ามปรามไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงหรือเกิดความวุ่นวายเพิ่มเติมอีก
ท่าทีรัฐบาล และฝ่ายขวาจัดเป็นอย่างไร?
เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่าเหตุโจมตีเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง และเน้นย้ำว่า จะไม่ยอมให้มีฉากความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นบนท้องถนนของเราอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
ทางด้าน มิเชล โอนีล ผู้นำไอร์แลนด์เหนือออกมาประณามความรุนแรงและเตือนถึงความพยายามที่อันตรายในการฉวยโอกาสจากเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า การที่กลุ่มชายสวมหน้ากากไปจุดไฟเผาบ้านเรือนขับไล่ครอบครัวต่างๆ เป็นความขี้ขลาดและป่าเถื่อนอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของคนในชุมชนแต่อย่างใด
ขณะที่นักการเมืองฝ่ายขวาอย่าง เซีย ยูซุฟ โฆษกพรรค Reform UK ระบุว่า ความโหดร้ายที่ทุกคนได้เห็นในเมืองเบลฟาสต์ เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากความล้มเหลวของนโยบายตรวจคนเข้าเมือง โดยขณะนี้พรรค Reform UK ประกาศแนวทางเสนอให้มีนโยบายห้ามออกวีซ่าให้กับผู้ที่มาจากประเทศซูดานโดยเด็ดขาด
เหตุการณ์ความรุนแรงในเบลฟาสต์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์จากการปลุกปั่นบนโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดแผลลึกเกี่ยวกับ นโยบายผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ที่ฝังรากอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนาน ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยข้อถกเถียง โดยเฉพาะในแถบยุโรป
ท่ามกลางความหวาดระแวงของคนในพื้นที่และหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย สังคมยุโรปจะสามารถค้นหาจุดสมดุลของนโยบายผู้อพยพอย่างไร เพื่อให้เป็นนโยบายที่รัดกุม ปลอดภัยสำหรับพลเมืองทุกคน และที่สำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรไม่ให้ความเปราะบางของเรื่องนี้ ถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้เป็น ‘เชื้อเพลิง’ จุดไฟแห่งความเกลียดชังให้ลุกลามทำลายสังคมได้อีกในอนาคต?
ภาพ: PA Images via Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.theguardian.com/uk-news/2026/jun/09/man-seriously-injured-in-belfast-stabbing-starmer-describes-as-sickening
- https://www.theguardian.com/politics/2026/jun/09/how-belfast-knife-attack-became-the-latest-far-right-trigger-event
- https://www.yahoo.com/news/videos/protesters-torch-buildings-vehicles-block-001309031.html


