สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ ตามคำเชิญของคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งนับเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของสีจิ้นผิงในปีนี้ และนับเป็นการเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 7 ปีของผู้นำจีน
ประเด็นสำคัญ
การตัดสินใจเยือนครั้งนี้ของสีจิ้นผิง สร้างความประหลาดใจและสะท้อนถึงนัยสำคัญอย่างยิ่งยวดในสายตาของบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้ลดการเดินทางไปต่างประเทศลงอย่างมากเมื่อเทียบกับวาระแรกๆ ของการดำรงตำแหน่ง และเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเน้นการเป็นเจ้าบ้านเปิดกรุงปักกิ่งต้อนรับผู้นำต่างชาติให้เดินทางมาเข้าพบแทน
THE STANDARD พูดคุยกับ อาจารย์ ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนและเจ้าของเพจ ‘อ้ายจง’ ถึงคำถามที่ว่า ทำไมสีจิ้นผิงถึงเดินทางเยือนเกาหลีเหนือด้วยตนเอง หลังเป็นเจ้าบ้านต้อนรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย
อาจารย์ภากรวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่สีจิ้นผิงต้องเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ ตลอดจนเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกับสถานการณ์เมื่อปี 2019 ไว้ดังนี้
1. เพื่อส่งสัญญาณและคานอำนาจกับมหาอำนาจอื่น
อาจารย์ภากรระบุว่า การไปเยือนเกาหลีเหนือด้วยตัวเองครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนถึงสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจีนมีพันธมิตรที่แน่นแฟ้น เนื่องจากที่ผ่านมาสหรัฐฯ พยายามใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งในการเจรจากับเกาหลีเหนือและรัสเซีย เพื่อดึงประเทศเหล่านี้ออกห่างจากจีน อีกทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณว่า จีนสามารถเจรจากับเกาหลีเหนือและรัสเซียได้ จีนจึงต้องกระชับความสัมพันธ์ เพื่อคานอำนาจและป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงในภูมิภาค
นอกจากสหรัฐฯ แล้ว การสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ โดย แอนกิต แพนดา ผู้เชี่ยวชาญจาก Carnegie Endowment for International Peace ระบุใน BBC ว่า จีนต้องการสร้างความมั่นใจว่า ผลประโยชน์ของตนที่มีต่อเกาหลีเหนือจะได้รับการปกป้อง ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือกำลังใกล้ชิดกันอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ เรเชล มินยอง อี นักวิจัยอาวุโสจาก Stimson Center’s Korea Program ได้ประเมินไว้ใน Al Jazeera ว่า วิธีการหนึ่งที่จีนอาจใช้เพื่อจำกัดอิทธิพลของรัสเซียเหนือเกาหลีเหนือ คือการ ‘เสนอแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ เพื่อดึงดูดเปียงยางเอาไว้ ไม่ให้เอนเอียงไปพึ่งพารัสเซียมากเกินไป
2. เพื่อใช้เป็น ‘ไพ่ต่อรอง’
อาจารย์ภากรมองว่า ในขณะที่ทรัมป์ใช้ประเด็นไต้หวันมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับจีน จีนเองก็มีไพ่ในมือเช่นกันคือ การใช้ความสัมพันธ์กับรัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ เพื่อนำมาเป็นข้อต่อรองทางการเมืองกับสหรัฐฯ
3. เพื่อคุมเกมเรื่องอาวุธนิวเคลียร์และแย่งชิงบทบาท ‘ผู้ไกล่เกลี่ยโลก’
อาจารย์ภากรระบุว่า คิมจองอึนเพิ่งประกาศจุดยืนว่า จะเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกลต่อไป ซึ่ง ‘ตรงข้าม’ กับความต้องการของสหรัฐฯ จีนจึงต้องสานสัมพันธ์ระดับผู้นำให้ใกล้ชิด เพื่อที่จะยังสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลายได้
สอดคล้องกับมุมมองของ วิลเลียม หยาง นักวิเคราะห์อาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือจาก International Crisis Group ที่มองว่า ที่ผ่านมา จีนระมัดระวังเสมอในการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่เกาหลีเหนือ เพราะจีนไม่ได้มองว่า เกาหลีเหนือที่แข็งแกร่งทางทหารจะเป็นผลดีต่อตนเอง และเกาหลีเหนือที่มีความมั่นใจทางการทหารมากขึ้นผ่านความสัมพันธ์กับรัสเซีย อาจเป็นจุดที่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของสมดุลอำนาจและสถานะเดิมบนคาบสมุทรเกาหลีได้
นอกจากนี้อาจารย์ภากรยังเชื่อว่า จีนยังต้องการแสดงบทบาทเป็น ‘ผู้ไกล่เกลี่ยโลกตัวจริง’ เพื่อท้าทายบทบาทตำรวจโลกของสหรัฐฯ โดยแสดงให้เห็นว่าจีนสามารถพูดคุยเจรจากับใครก็ได้
ขณะที่ จองดงยอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ (South Korean Minister of Unification) เผยถึงความคาดหวังว่า ผู้นำทั้งสองอาจมีการหารือกันถึงความเป็นไปได้ในการจัดการพบปะกันระหว่างคิมจองอึนและโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงปลายปีนี้
อีกทั้งยังแสดงความหวังว่า การเดินทางเยือนของสีจิ้นผิงครั้งนี้จะมี ‘บทบาทที่สร้างสรรค์’ ในการจัดการปัญหาบนคาบสมุทรเกาหลี สะท้อนถึงนัยที่ต้องการให้ผู้นำจีนช่วยทำหน้าที่ประสานรอยร้าวในครั้งนี้ด้วย
4. เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้า
อาจารย์ภากรชี้ว่า นโยบายต่างประเทศของจีนมักตั้งอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจและการค้า แม้ว่าองค์การสหประชาชาติ (UN) จะคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แต่จีนก็ยังคงเปิดพรมแดนประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับเกาหลีเหนือมาโดยตลอด เพราะการมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับเปียงยางนั้นส่งผลประโยชน์โดยตรงต่อจีน อีกทั้งจีนยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีเหนือ
อาจารย์ภากรยังเปรียบเทียบการเยือนครั้งนี้กับการเยือนเกาหลีเหนือของสีจิ้นผิงในปี 2019 โดยชี้ให้เห็นว่าบริบทการไปเยือนของสีจิ้นผิงในรอบนี้ มีความ ‘คล้ายคลึง’ กับสถานการณ์เมื่อปี 2019 อย่างมาก โดยมีจุดเชื่อมโยงดังนี้
บริบทในปี 2019 ในตอนนั้น สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือมีข้อพิพาทเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยผู้นำทั้งสองได้เจรจากันที่ฮานอย แต่จบลงด้วยความล้มเหลวและไม่มีข้อตกลงใดๆ ในเวลาเดียวกัน จีนกับสหรัฐฯ ก็กำลังเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียดเรื่องสงครามการค้า จีนจึงอาศัยจังหวะนี้เข้าไปกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ
ขณะที่บริบทในปัจจุบัน เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ก็กลับมาคล้ายเดิมคือ จีนกับสหรัฐฯ ยังคงมีข้อพิพาททางการค้าที่ยืดเยื้อ และปัญหาเรื่องนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็ยังคงอยู่ จีนจึงใช้กลยุทธ์เดิมในการกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีก เพื่อใช้เป็น ‘ไพ่ต่อรอง’ กับสหรัฐฯ ต่อไป เสมือนเป็นการนำบทเรียนจากอดีตมาเล่นซ้ำในหมากกระดานปัจจุบัน
แฟ้มภาพ: China Daily via Reuters
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/6/7/why-is-chinese-president-xi-jinping-visiting-north-korea-now
- https://www.bbc.com/news/articles/cdep497r256o
- https://www.theguardian.com/world/2026/jun/08/xi-jinping-kim-jong-un-meeting-north-korea
- จีนและเกาหลีเหนือสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 1949 โดยได้ลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในปี 1961 ซึ่งวางรากฐานสำคัญทางการเมืองและกฎหมายสำหรับความร่วมมือฉันมิตรระยะยาว ซึ่งในปี 2026 นี้ ตรงกับวาระครบรอบ 65 ปี สนธิสัญญามิตรภาพฉบับดังกล่าวอีกด้วย


