เมื่อภาพของโรนัลโดถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
เพราะกองหน้าอันดับหนึ่งของบราซิลมาในผมทรงใหม่ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน โดยทั้งศีรษะนั้นถูกโกนจนเกลี้ยงเป็นขาวทุกด้าน ยกเว้นเพียงแค่ด้านหน้าที่เหลือเป็นหย่อมเอาไว้หน่อยนึง
ทรงผมนี้เหมือนเป็นด้านตรงข้ามของทรงผมแบบซามูไรในช่วงยุคเอโดะซึ่งเรียกว่า ‘ชอนมาเกะ’ (丁髷) ซึ่งนักรบจะไว้ผมด้านข้างและด้านหลังให้ยาวแต่จะโกนศีรษะช่วงด้านบนจนเกลี้ยงใส เพื่อประโยชน์ในการสวมใส่หมวกนักรบคาบูโตะได้มั่นคง และยังเป็นเครื่องแสดงศักดินาฐานะของซามูไรด้วย
แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือทรงผมสุดประหลาดนี้คือหนึ่งในการความอัจฉริยะโดยธรรมชาติของนักฟุตบอลที่เกิดมาเพื่อเป็นปรากฎการณ์
และด้วยผมทรงนี้นี่แหละที่ทำให้ ‘O Fenomeno’ กลับมาแก้ไขความผิดหวังที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสได้สำเร็จ
ในฟุตบอลโลกหนแรกของโลกบนทวีปเอเชีย

ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 1994 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากโรแบร์โต บาจโจ ยิงลูกจุดโทษพลาดและส่งบราซิลกลับคืนสู่การเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 24 ปี เหล่าขุนพลเซเลเซาทยอยเดินขึ้นไปรับเหรียญรางวัลชนะเลิศและถ้วยโทรฟีสีทองที่ทุกคนหมายปองใบนั้น
หนึ่งในขุนพลนักเตะของบราซิลในเวลานั้นมีนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่งที่ไม่มีใครเคยได้เห็นผลงานของเขาในสนามเลย เพราะไม่ได้ถูกส่งลงเล่นแม้แต่วินาทีเดียวในทัวร์นาเมนต์ปีนั้น
กองหน้าหมายเลข 20 คนนั้นมีชื่อว่าโรนัลโด แต่ถูกเรียกในเวลานั้นว่าโรนัลดินโญ หรือโรนัลโดน้อย
นั่นเพราะในทีมชาติบราซิลขณะนั้นไม่ได้มีโรนัลโดแค่คนเดียว แต่มีถึง 2 คน เพราะมีโรนัลโด โรดริเกวส เด เชซุส ปราการหลังตัวสำรองจอมแกร่งอีกคน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วในฐานะเป็นพี่ที่โตกว่าเขาจึงได้ชื่อว่าโรนัลเดา หรือโรนัลโดใหญ่แทน
สำหรับโรนัลดินโญในเวลานั้น แม้จะอายุเพียงแค่ 17 ปี แต่สร้างชื่อเสียงระบือในบ้านเกิดด้วยผลงานการถล่มประตูกับครูไซโร ทำไป 12 ประตูจากการลงเล่น 14 นัดในลีกบราซิล ทำให้คาร์ลอส อัลแบร์โต ปาร์เรยรา ตัดสินใจเรียกตัวติดทีมชาติในช่วงต้นปี 1994 ก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะเริ่มแค่ 3 เดือนในเกมอุ่นเครื่องกับอาร์เจนตินา และมาได้โอกาสอีกครั้งในเกมอุ่นเครื่องช่วงเดือนพฤษภาคมกับไอซ์แลนด์ ซึ่งคราวนี้เขาทำประตูแรกในทีมชาติได้ด้วย
โรนัลโดที่ยังผอมบางในเวลานั้น
ถึงจะยังอายุน้อยมากแต่ความเก่งกาจและพรสวรรค์เกินตัวของเขาทำให้เขาได้รับการเรียกตัวติดทีมไปตะลุยดินแดนแห่งเสรีภาพด้วย ไม่ใช่แค่ในฐานะของตัวสำรองกองหน้าระดับเทพอย่างโรมาริโอและเบเบโต ซึ่งเป็นคู่ศูนย์หน้าตัวจริงที่เก่งกาจและกลมกล่อม
แต่ไปในฐานะความหวังแห่งอนาคตของชาติ

หลังได้รับเหรียญแชมป์โลกครั้งแรกโดยไม่ได้ลงสนามแม้แต่นาทีเดียว 4 ปีนับจากนั้นของโรนัลโด คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเขาพุ่งเหมือนจรวดขึ้นสู่อวกาศ
เขาถูกซื้อตัวมาอยู่กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟนในเนเธอร์แลนด์ด้วยค่าตัวราว 6 ล้านดอลลาร์ ตามคำแนะนำของโรมาริโอที่มีต่อต้นสังกัดเก่าว่าเด็กคนนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง
ความพิเศษในตัวของโรนัลโดนั้น เราสามารถบอกได้ว่านี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน และจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครได้เห็นอีกหลังจากนั้น
เพราะเขาคือ ‘ปรากฏการณ์’
โรนัลโดกลายเป็นฝันร้ายของกองหลังในลีกดัตช์ที่ไม่รู้จะหาทางหยุดเขาได้อย่างไร เขายิงกระจาย เลี้ยงหลบทุกคน หลอกล่อและล่อหลอกราวกับผู้ใหญ่สอนบอลเด็ก ในฤดูกาลแรกเด็กหนุ่มอายุ 18 ปียิงไปถึง 30 ประตู และรวม 2 ฤดูกาลที่พีเอสวีเขายิงไปถึง 54 ประตูจากการลงเล่น 57 นัด
กองหน้าที่เร็วเหมือนสายฟ้า ทรงพลังเหมือนสัตว์ประหลาด เทคนิคการเล่นที่เหมือนมาจากดาวอีกดวง และการจบสกอร์ที่คมกริบ
“เขาเป็นเหมือนนักฟุตบอลที่อยู่ในเกมเพลย์สเตชัน” นักเขียนฟุตบอลเปรียบเปรยเอาไว้ให้เห็นภาพในเวลานั้น
ผลงานนั้นทำให้ลีกดัตช์คงจะเล็กและง่ายเกินไปสำหรับเขาแล้ว ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางอีกครั้ง และคราวนี้บาร์เซโลนาคือการผจญภัยในเวทีใหญ่อย่างลาลีกาสเปนกับบาร์เซโลนา ซึ่งในสีเสื้อเบลากรานา โรนัลโดยิ่งเก่งและดูแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก
ในฤดูกาล 1996/97 เป็นที่ยอมรับโดยดุษณีว่าไม่มีใครหยุดโรนัลโดที่เป็นเจ้าของค่าตัวสถิติโลก 19 5 ล้านเหรียญได้ เขาทำไปถึง 47 ประตูในฤดูกาลนั้น ซึ่งรวมถึงประตูระดับตำนาน แฮตทริกในเกมกับบาเลนเซีย ลูกแหวก 2 กองหลังเดปอร์ติโบ ลา คอรุญา และประตูทองคำในเกมกับกอมโปสเตลา
ประตูนี้ถึงขั้นถูกนำไปใช้ในฟุตเทจโฆษณาของ Nike ซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักให้ทีมชาติบราซิลในปี 1996 โดยมีการลงเสียงว่า “ลองจินตนาการว่าหากคุณขอพรจากพระเจ้าให้กลายเป็นสุดยอดนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและพระองค์ทรงรับฟัง”
ช่วงเวลานั้นโรนัลโดยังได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของ FIFA ถึง 2 สมัยติดต่อกันในปี 1996 และ 1997 ได้รางวัลรองเท้าทองคำในฤดูกาล 1996/97
โลกฟุตบอลเริ่มพูดถึงเขาในฐานะนักฟุตบอลผู้ที่อาจก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับเปเลและดีเอโก มาราโดนา
หรืออาจจะไปได้ไกลกว่านั้น

น่าเสียดายที่ความไม่ลงรอยกันในการเจรจาเรื่องสัญญาใหม่กับประธานสโมสรบาร์ซาในเวลานั้นอย่าง โจเซฟ หลุยส์ นูนเยซ ทำให้โรนัลโดตัดสินใจที่จะทิ้งบาร์เซโลนาทันทีเพื่อไปอยู่กับอินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 27 ล้านเหรียญ ซึ่งก็เป็นสถิติโลกอีกเช่นเคย
และถึงแม้จะเล่นในลีกที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุด โหดที่สุด เล่นยากที่สุดอย่างเซเรีย อา ก็ไม่มีใครหยุดโรนัลโดได้
ตราประทับเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผลงาน แต่มาจากเรื่องเล่าจากปากของมาร์กแซล เดอไซญี กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสที่เล่นให้เอซี มิลานในขณะนั้นว่า ครั้งหนึ่งในเกมมิลานดาร์บี เปาโล มัลดินี ซึ่งเป็นหนึ่งในกองหลังที่เพียบพร้อมมากที่สุดที่โลกฟุตบอลเคยมีมาถึงกับหันมาบอกด้วยความรีบร้อนเพราะหวั่นเกรงความเหลือเชื่อของโรนัลโด
“มาร์กแซล อยู่ชิดๆ กันหน่อย ฉันต้องการให้นายช่วยด้วย”
โรนัลโดทำไป 25 ประตูในฤดูกาลแรกที่เซเรีย อา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้ และพาอินเตอร์พิชิตยูเอฟา คัพ ในช่วงปลายฤดูกาล 1998/98
เขายังได้เกียรติยศชั้นสูงสุดคือรางวัลลูกบอลทองคำหรือบัลลงดอร์ (Ballon d’Or) เป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 1997 (หลังจากได้รางวัลที่ 2 เป็นรองแค่มัทธีอัส ซามเมอร์ เจ้าชายผมแดงที่เป็นเสาหลักทีมชาติเยอรมนีคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 1996) ซึ่งมาจากผลงานที่ไร้คู่แข่ง
ทุกอย่างทำให้ทุกคนเชื่อว่าเขาจะสามารถพาบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกใน 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน ในฐานะกองหน้าอันดับหนึ่งของโลก และนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลกที่ไม่มีใครหยุดได้ทั้งนั้น
แต่ฟุตบอลโลกที่เมืองน้ำหอมกลับเป็นฝันร้ายและเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงชีวิตที่พลิกผัน
ถึงแม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ ในฐานะของสตาร์และในฐานะผู้นำของบราซิล เคียงข้างเบเบโต ศูนย์หน้ารุ่นพี่ที่อยู่ประคับประคองทีม พร้อมรองเท้าพลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์รองเท้าฟุตบอลยุคใหม่ Nike Mercurial และสามารถพาทีมเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
ก่อนเกมที่สตาด เดอ ฟรองซ์ กลับเกิดเรื่องราวใหญ่ขึ้น

มีรายงานวุ่นวายในช่วงก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้นว่าโรนัลโดอาจจะไม่สามารถลงสนามได้หลังมีอาการป่วยเป็นลมชักและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แคมป์ทีมชาติบราซิลเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน
มาริโอ ซากัลโล ยอดกุนซือผู้เคยพาทีมคว้าแชมป์โลก 1970 ในยุคของเปเล, แจร์ซินโญ, ริเวลิโน ต้องตัดสินใจว่าเขาจะทำอย่างไร ซึ่งมีข่าวว่าเขาเลือกที่จะให้เอ็ดมุนโด กองหน้าตัวสำรองของทีมลงเล่นเป็นตัวจริงแทน แต่ก็เปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้ายโดยยืนยันจะให้โรนัลโดที่ได้รับการตรวจและอนุญาตจากแพทย์ว่าลงสนามได้เป็นตัวจริงเหมือนเดิม
แต่ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกแล้วสำหรับบราซิล พวกเขาพ่ายแพ้ขาดลอยถึง 3-0 ในนัดชิงที่กลายเป็นตำนานของซีเนอดีน ซีดานแทน
อาการป่วยของโรนัลโดกลายเป็นเรื่องปริศนาที่มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นมากมาย บ้างก็ว่าเขาถูกวางยา บ้างก็ว่าเขาโดนบังคับให้ลงเล่นโดย Nike ผู้จ่ายเงินมหาศาลให้บราซิล จนเจ้าตัวต้องไปให้การชี้แจงความจริงกับรัฐบาลของบราซิลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และในเวลาต่อมาจะออกมาเปิดเผยด้วยตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาเป็นลมชักในช่วงหลังรับประทานอาหารเช้าของวันแข่งขัน แต่ก็ปลอดภัยและได้รับอนุญาตว่าลงสนามได้ ซึ่งเขาปรารถนาที่จะลงไปเล่นมากกว่าจะนั่งอยู่ข้างสนาม
ในส่วนความพ่ายแพ้นั้นก็เป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นทีมที่ดีกว่าจริงๆ
เพียงแต่มันยากจะปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ส่งผลต่อสภาพจิตใจ บรรยากาศและสมาธิของทีมชาติบราซิลอย่างมหาศาล
มันคือปมใหญ่ในใจมานับจากนั้น
แต่เรื่องที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือหลังจากนั้นโรนัลโดได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่เข่าถึง 2 ครั้ง ในช่วงที่เขากำลังจะไปถึงจุดที่พีคที่สุดของชีวิตการเล่น
ในครั้งแรกเขาได้รับบาดเจ็บในระหว่างเกมกับเลชเช ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 1999 โดยรู้สึกว่าเข่ามีอะไรที่ผิดปกติก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออกมาและตรวจพบว่าเอ็นหัวเข่าของเขาขาดและจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดทันที
การบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้เขาต้องพักการเล่นเกือบครึ่งปี แต่ก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้งในช่วงปลายฤดูกาลในเกมโคปปา อิตาเลีย นัดชิงชนะเลิศเลกแรกที่อินเตอร์ มิลานพบกับเลชเช ในวันที่ 12 เมษายน 2000
แต่หลังได้โอกาสลงสนามแค่ 6 นาที โรนัลโดก็ล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้งพร้อมกับกุมเข่าและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร แฟนฟุตบอลในสนามและแฟนบอลทั่วโลกที่ได้ดูเกมนั้นอยู่รู้ทันทีว่าเขาบาดเจ็บหนักอีกครั้ง
สิ่งที่เราไม่รู้คือครั้งนี้เอ็นไขว้เข่าของเขาไม่ใช่แค่ขาด ตามคำของศัลยแพทย์ที่ดูแลอาการให้บอกว่าเข่าข้างขวาของเขา ‘ระเบิด’ ออก และเป็นหนึ่งในอาการบาดเจ็บของนักกีฬาที่เลวร้ายที่สุดที่เคยประสบมา
และสิ่งที่เรากลัวคือเราอาจจะไม่ได้เห็นเขากลับมาอีกแล้ว

ถึงแม้ว่าจะเป็นนักเตะเจ้าสำราญ ขึ้นชื่อว่าใช้ชีวิตอย่างสุดโต่งทั้งสุรา นารี และชีวิตยามค่ำคืน ตามประสานักเตะจากประเทศที่ให้ค่าแก่ความสุขของวันเวลานี้และสิ่งรอบตัวในหลักปรัชญา ‘Ginga’ แต่โรนัลโดไม่เคยยอมแพ้ที่จะกลับมาอีกครั้ง
เพราะเขายังมีสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จด้วยตัวเอง
หลังการผ่าตัด 2 ครั้งและพักการเล่นไปเกือบ 2 ปี โรนัลโดที่ต่อสู้อย่างยากลำบากในการฟื้นฟูสภาพร่างกายของเขาก็กลับมาได้ทันสำหรับศึกฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งเป็นหนแรกที่มาจัดในทวีปเอเชีย และเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วม 2 ชาติคือเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
ทีมชาติบราซิลในช่วงเวลาแม้จะมีนักเตะระดับสตาร์หลายคนทั้งริวัลโด, โรนัลดินโญ แต่ทีมของหลุยส์ เฟลิเป สโคลารี ก็ดูแย่มาก ทิม วิคเคอรี นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลละตินเปรียบเปรยว่า ลา เซเลเซาที่ไม่มีโรนัลโดนั้นคือหายนะ
ถึงจะไม่มั่นใจนักกับนักเตะที่หายไปถึง 2 ปี แต่ ‘เฟลิเปา’ ก็ตัดสินใจเดิมพันกับนักฟุตบอลที่ดีที่สุดของบราซิลด้วยการใส่ชื่อในทีมชุดลุยฟุตบอลโลกด้วย
และมันกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเขาและของชาวบราซิลทุกคน
โรนัลโดกลับมาคืนฟอร์มเก่งของเขาได้อย่างน่าประทับใจตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยแม้ว่าจะดูรู้ว่าสภาพร่างกายของเขาไม่ได้เป็นสัตว์ประหลาดเหมือนในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านั้นแล้ว เข่าของเขาแทบจะใช้การได้ข้างเดียว แต่นี่แหละคือความสุดยอดเพราะว่าแค่เข่าข้างเดียวของเขาก็เพียงพอแล้ว
เขาคือผู้นำของ ‘Three Rs’ ร่วมกับริวัลโดและโรนัลดินโญ หรือโรนัลโด เด อักซิสที่รับสืบทอดชื่อนี้และกลายเป็นชื่อจำไปแทน และพาบราซิลสยบคู่แข่งทั้งจีน, คอสตาริกา, เบลเยียม ในรอบแรกโดยทำประตูได้ทุกนัด ยกเว้นแค่เกมกับอังกฤษในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้นที่เขาทำประตูไม่ได้
อย่างไรก็ดีในช่วงก่อนเกมที่จะพบกับตุรกี ม้ามืดของการแข่งขันในเวลานั้นที่นำมาโดยนักเตะชั้นดีหลายคนอย่าง ฮาคาน ซูเคอร์, ฮาซาน ซาส, เอ็มเร เบโลโซกลู และนายทวารฮีโร่ผู้ป้ายสีดำใต้ตา รุสตู เร็คบอร์ เกิดกระแสข่าวลือสะพัดว่าโรนัลโดมีอาการบาดเจ็บรบกวนอีกแล้วที่ขาหนีบ
จากประสบการณ์เมื่อ 4 ปีก่อนโรนัลโดรู้ดีว่าข่าวพวกนี้มีผลอย่างไรต่อบรรยากาศภายในทีม เพราะอาการบาดเจ็บของคนอย่างเขามันสามารถทำให้ทั้งทีมเสียสมาธิได้อย่างเหลือเชื่อ เช่นกันกับสื่อที่จะจับจ้องและสนใจแต่เรื่องนี้
เขาคิดหาทางที่จะรับมือกับเรื่องนี้ และได้ไอเดียที่น่าเหลือเชื่อออกมา
ในช่วงพักก่อนแข่งโรนัลโดไปตัดผม เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ขอทรงสกินเฮดหรือโกนหัวเกลี้ยงเหมือนทุกครั้ง แต่ขอให้ช่างโกนให้เกลี้ยงทั่วศีรษะยกเว้นด้านหน้าที่ขอให้เหลือผมหย่อมนึงเอาไว้
ที่แคมป์บราซิล ทุกคนหัวเราะลั่นหลังได้เห็นเขากลับมาฝึกซ้อมด้วยผมทรงใหม่ที่ไม่มีใครเข้าใจ เช่นกันแฟนๆ ฟุตบอลและสื่อทั่วโลกที่ล้อเลียนผมทรงนี้กันอย่างสนุกสนาน

ทรง ‘ไดโกโระ’ คือชื่อที่ใครสักคนเรียก ขณะที่อีกกระแสบอกว่ามันเป็นทรงผมที่ชื่อ ‘Cascao’ มาจากตัวการ์ตูนในเรื่อง Monica & Friends
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นั่นหมายถึงการที่โรนัลโดทำสำเร็จแล้วในการเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้ทุกคนลืมเรื่องการบาดเจ็บของเขา ซึ่งทำให้ตัวเขาเองผ่อนคลายและกลับมามีสมาธิตั้งใจฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามในเกมกับตุรกีอีกครั้ง
และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของโรนัลโดและบราซิลด้วยในฟุตบอลโลกหนนั้น
เติร์กอันตรายกลายเป็นเหยื่อของโรนัลโดจนได้ในรอบรองชนะเลิศ โดยแม้ว่าฮาซาน ซาสจะยิงประตูขึ้นนำไปก่อนแต่ ‘อิล เฟโนเมโน’ ตามการเรียกของสื่ออิตาลี แสดงความเป็นอัจฉริยะของเขาด้วยการลากจี้ใส่แนวรับตุรกีจนเข้ามาในกรอบเขตโทษก่อนยิงด้วยวิธีการดีดหัวเกือก ที่ทำให้ประตูที่เหนียวหนึบสุดๆ อย่างรุสตูเสียท่า เป็นประตูตีเสมอ 1-1 ก่อนที่บราซิลจะได้จุดโทษในช่วงท้ายเกมและเป็นริวัลโดที่ยิงประตูชัยให้ทีม
ความมหัศจรรย์คือทรงผมตลกๆ นี้กลายเป็น ‘ฟีเวอร์’ ไปทั่วโลก ลูกเด็กเล็กแดง วัยรุ่นตัดกันตามโรนัลโดกันอย่างสนุกสนาน และความสนุกสนานความผ่อนคลายก็กลายเป็นจุดสำคัญ เพราะโรนัลโดดูผ่อนคลายสบายใจไม่กดดันแม้ว่าจะมีแผลเป็นจากนัดชิงที่สตาด เดอ ฟรองซ์มาก่อน
ที่โยโกฮามา สเตเดียม การเจอกับเยอรมนีที่ไม่ได้แข็งแกร่งนักกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย
โรนัลโดทำคนเดียว 2 ประตูในเกมนั้น หนึ่งในนั้นคือลูกยิงประจำตัวด้วยการลากหลบโอลิเวอร์ คาห์น ทำเอาสุดยอดนายทวารจอมกร้าวแกร่งกลายเป็นแค่เด็กน้อย ก่อนจะวิ่งฉลองประตูด้วยรอยยิ้มกว้างและสดใส
หลังฝันร้ายเมื่อ 4 ปีก่อน และคำสาปทางเกมลูกหนังที่ทำให้เขาไม่มีวันกลับมาสมบูรณ์แบบได้เหมือนเดิมอีกเลย แต่อย่างน้อยที่สุดโรนัลโดก็ได้ทำสิ่งที่เขาต้องการ และทำคำทำนายของทุกคนให้กลายเป็นความจริงได้สำเร็จ
คาฟู กัปตันทีมวันนั้นคือผู้ชูถ้วยแชมป์โลก แต่คนที่พาบราซิลเป็นแชมป์โลกคือกองหน้าผู้เกิดมาเป็นปรากฏการณ์ ที่แม้แต่การตัดทรงผมตลกๆ ก็เปลี่ยนแปลงเรื่องราวได้อย่างยิ่งใหญ่
แม้ว่ามันอาจจะไม่ถูกใจคุณแม่ทั่วโลกนักก็ตาม
“จริงๆ มันเป็นทรงผมที่แย่มาก ผมอยากขอโทษคุณแม่ทุกๆ คนด้วยในเวลานั้นด้วย”
อ้างอิง
- https://thesefootballtimes.co/2015/03/06/the-redemption-of-ronaldo/
- https://thesefootballtimes.co/2018/09/18/the-heartbreak-of-ronaldo-at-internazionale/
- https://www.givemesport.com/ronaldo-nazario-reason-world-cup-2002-haircut/
- https://www.espn.co.uk/football/story/_/id/37548657/ronaldo-2002-world-cup-haircut-deliberately-distracted-media-injuries
- https://www.theguardian.com/football/blog/2018/oct/26/golden-goal-ronaldo-for-barcelona-v-compostela-1996
- https://sports.yahoo.com/articles/ronaldo-iconic-2002-world-cup-172549659.html


