ในวงการตลาดมีความเชื่อที่ส่งต่อกันมานานว่า ไม่ว่าจะถูกพูดถึงในแง่ดีหรือแง่ร้าย ขอแค่มีคนพูดถึงแบรนด์ก็ถือว่าได้ประโยชน์ไปแล้ว แต่คำถามที่นักการตลาดถามกันมาตลอดคือ การถูกด่า ถูกวิจารณ์ หรือถูกทัวร์ลง ช่วยให้แบรนด์ดังและขายดีขึ้นจริงหรือไม่ และถ้าจริง มันได้ผลในเงื่อนไขแบบไหน
ประเด็นสำคัญ
คำตอบจากงานวิจัยหลายชิ้นตรงกันในจุดหนึ่ง คือการตลาดสไตล์ Negative ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกแบรนด์ทุกสถานการณ์ บางกรณีเรียกยอดขายและการรับรู้ได้มหาศาล อย่างแคมเปญของ Nike ที่จุดกระแสเดือดจนมีคนเรียกร้องให้บอยคอต แต่กลับสร้างรายได้หลักหลายพันล้านดอลลาร์
ขณะที่บางแบรนด์เล่นเกมเดียวกันแล้วจบด้วยการขอโทษและถอดแคมเปญออกภายในไม่กี่ชั่วโมง เส้นแบ่งระหว่างสองผลลัพธ์นี้คือสิ่งที่งานวิจัยพยายามอธิบาย
‘ข่าวลบ’ ขายของได้จริง
หลักฐานวิชาการที่ตรงประเด็นที่สุดมาจากงานของ Jonah Berger, Alan Sorensen และ Scott Rasmussen ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Marketing Science เมื่อปี 2010 ในชื่อ ‘Positive Effects of Negative Publicity’ ทีมวิจัยตั้งคำถามตรงๆ ว่าข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มยอดขายได้หรือไม่ และเมื่อไร ทั้งที่งานวิจัยก่อนหน้าส่วนใหญ่พบแต่ผลเสียของข่าวลบ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวแย่หรือการบอกต่อในทางไม่ดี ที่ล้วนฉุดการประเมินสินค้าและยอดขายให้ต่ำลง
ข้อค้นพบสำคัญคือ ‘ข่าวลบ’ เพิ่มโอกาสการซื้อและยอดขายได้ผ่านการเพิ่มการรับรู้ต่อสินค้า พูดง่ายๆ คือคนจะซื้อของได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่าของนั้นมีอยู่ก่อน และข่าวลบก็ทำหน้าที่ปลุกการรับรู้นั้น ผลจึงต่างกันชัดเจนระหว่างแบรนด์ที่คนรู้จักดีอยู่แล้วกับแบรนด์ที่คนยังไม่รู้จัก
กลไกนี้สอดคล้องกับหลักการที่ว่า ยิ่งสินค้าถูกทำให้ปรากฏต่อสายตาบ่อยเท่าไร ก็ยิ่งถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาตอนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าการปรากฏนั้นจะมาจากโฆษณา การบอกต่อ หรือแม้แต่ดราม่า
ตัวอย่างที่ทีมวิจัยใช้คือ รีวิวหนังสือเชิงลบใน The New York Times ทำให้ยอดขายหนังสือของนักเขียนที่มีชื่อเสียงลดลง แต่กลับดันยอดขายหนังสือของนักเขียนที่คนยังไม่ค่อยรู้จักให้สูงขึ้น เพราะสำหรับกลุ่มหลัง การถูกพูดถึงในแง่ลบยังดีกว่าการไม่ถูกพูดถึงเลย
นอกจากนี้ Berger และทีมยังชี้ว่าระยะเวลาห่างระหว่างการรับรู้ข่าวกับจังหวะที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อจริงก็มีผลต่อเรื่องนี้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนมักจำได้ว่าเคยได้ยินชื่อสินค้านั้น แต่เลือนรางว่าได้ยินมาในแง่ดีหรือแง่ร้าย
ทำไม ‘สมองมนุษย์’ ถึงจดจ่อกับเรื่องลบ
เบื้องหลังปรากฏการณ์ ‘ยิ่งด่ายิ่งดัง’ คือกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Negativity Bias งานสำรวจคลาสสิกของ Roy Baumeister และคณะ ในชื่อ ‘Bad Is Stronger Than Good’ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Review of General Psychology ปี 2001 รวบรวมหลักฐานจากแทบทุกสาขาของจิตวิทยาแล้วได้ข้อสรุปตรงกันว่า ข้อมูลด้านลบมีผลต่อความสนใจ, ความจำ, อารมณ์ และการตัดสินใจ มากกว่าข้อมูลด้านบวกที่รุนแรงพอกัน คำวิจารณ์กระทบใจคนมากกว่าคำชม และความประทับใจแย่ก็ก่อตัวเร็วกว่าและลบออกยากกว่า
ผลของกลไกนี้สามารถวัดได้ โดยนักวิจัยรายหนึ่งเคยทดลองเขียนบทความสองชิ้นความยาวเท่ากันแล้วโพสต์พร้อมกัน ชิ้นหนึ่งพูดถึงอนาคตที่สดใส อีกชิ้นพูดถึงอนาคตที่มืดมน ผลปรากฏว่าชิ้นที่พูดถึงเรื่องมืดมนมีคนอ่านมากกว่าถึง 7 เท่า สะท้อนว่าคนเลือกเปิดอ่านเรื่องลบก่อนเรื่องบวกโดยแทบไม่รู้ตัว
พอย้ายมาอยู่บนโซเชียลมีเดีย กลไกนี้ยิ่งถูกขยาย งานวิจัยของ William Brady และคณะ ในวารสาร PNAS ปี 2017 วิเคราะห์ข้อความบนโซเชียลกว่า 5 แสนข้อความ แล้วพบว่ายิ่งข้อความมีคำที่สื่ออารมณ์เชิงศีลธรรมมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งถูกส่งต่อมากขึ้นเท่านั้น โดยทุกคำที่เพิ่มเข้าไปหนึ่งคำ ดันอัตราการส่งต่อขึ้นราว 20%
ทีมวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Moral Contagion หรือการแพร่ระบาดทางศีลธรรม แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ เนื้อหาลักษณะนี้แพร่ได้แรงภายในกลุ่มที่คิดเหมือนกัน แต่ข้ามไปยังกลุ่มที่คิดต่างได้น้อย
งานวิจัยรุ่นถัดมายังพบว่า ภาษาที่โจมตีหรือลดทอนกลุ่มตรงข้าม คือสัญญาณที่บอกได้แม่นที่สุดว่าโพสต์ไหนจะมีคนกดไลก์และแชร์มาก เหนือกว่าปัจจัยอื่นทั้งหมดที่ทีมวิจัยวัด ข้อค้นพบนี้เป็นดาบสองคมสำหรับแบรนด์ เพราะมันหมายความว่าเนื้อหาที่จุดอารมณ์และแบ่งฝ่ายมักได้ยอดเอนเกจเมนต์สูง แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงที่จะสร้างศัตรูไปพร้อมกัน
เมื่อ ‘ยิ่งด่ายิ่งดัง’ ได้ผล และเมื่อมันพังไม่เป็นท่า
ตัวอย่างที่มักถูกยกเป็นความสำเร็จของ Outrage Marketing คือแคมเปญของ Nike ที่ใช้ Colin Kaepernick อดีตนักอเมริกันฟุตบอลที่เคยประท้วงด้วยการคุกเข่าระหว่างเพลงชาติ เป็นพรีเซนเตอร์เมื่อปี 2018 แคมเปญนี้จุดกระแสไม่พอใจอย่างหนักและมีการเรียกร้องให้บอยคอต
แต่รายงานระบุว่าสุดท้าย Nike ทำรายได้จากแคมเปญนี้ราว 6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.02 แสนล้านบาท) เพราะลูกค้าเดิมที่มีค่านิยมตรงกับแบรนด์รวมตัวสนับสนุนจนมากกว่าฝ่ายที่ไม่พอใจ
บทวิเคราะห์ที่อิงงานวิจัยชี้ว่า ความไม่พอใจสามารถเป็นประโยชน์ต่อแบรนด์ได้จริง หากความไม่พอใจนั้นปลุกให้กลุ่มคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกับแบรนด์ออกมายืนข้างแบรนด์แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะผลักลูกค้าที่เห็นต่างออกไป โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าหลากหลายค่านิยม
กรณีของ Gillette ก็คล้ายกัน แม้โฆษณาที่ตั้งคำถามเรื่องความเป็นชายจะเจอกระแสต้านช่วงแรก แต่แบรนด์กลับได้การมีส่วนร่วมและความภักดีระยะยาวเพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคกลุ่มอายุน้อย
อีกด้านหนึ่งของเหรียญคือแบรนด์ที่เล่นเกมนี้แล้วเจ็บตัวจริง กรณี Bud Light ที่ร่วมงานกับ Dylan Mulvaney อินฟลูเอนเซอร์ข้ามเพศเมื่อปี 2023 จุดกระแสบอยคอตจากผู้บริโภคกลุ่มอนุรักษนิยมจนกระทบยอดขายและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนโฆษณาของ Pepsi ที่ใช้ Kendall Jenner เมื่อปี 2017 ถูกวิจารณ์ว่าฉวยประเด็นความยุติธรรมทางสังคมมาใช้แบบฉาบฉวย จนแบรนด์ต้องถอดโฆษณาออกภายใน 24 ชั่วโมง แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นไปแล้ว
ความต่างระหว่าง Nike กับ Bud Light ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครกล้ากว่ากัน แต่อยู่ที่สองปัจจัยที่งานวิจัยชี้ตรงกัน ปัจจัยแรกคือระดับการรับรู้ต่อแบรนด์ งานของ Berger ชี้ว่ากลไกยิ่งด่ายิ่งดังได้ผลกับแบรนด์หรือสินค้าที่คนยังไม่รู้จักเป็นหลัก เพราะข่าวลบช่วยเพิ่มการรับรู้ที่ยังขาดอยู่ ขณะที่แบรนด์ใหญ่ที่คนรู้จักดีอยู่แล้วมักได้แต่ผลเสีย และผลด้านการรับรู้นี้ก็จางลงตามเวลา
ปัจจัยที่สองคือประเภทของการถูกด่า ต้องแยกให้ชัดระหว่างการถูกวิจารณ์เพราะแบรนด์เลือกยืนบนจุดยืนที่บางคนไม่เห็นด้วย กับการถูกวิจารณ์เพราะแบรนด์ทำสิ่งที่ถูกมองว่าละเมิดคุณค่าบางอย่าง กรณีหลังอย่างโฆษณาที่ถูกมองว่าเหยียดเชื้อชาติของ H&M หรือ Gucci มักจบด้วยการขอโทษและถอดแคมเปญ ไม่ใช่ยอดขายที่พุ่งขึ้น
อีกประเด็นที่ต้องไม่มองข้ามคือ แม้แต่แนวคิด Negativity Bias ที่เป็นรากฐานของเรื่องนี้ก็ยังถูกตั้งคำถามในแวดวงวิชาการ งานของ Jennifer Corns ในปี 2018 และบทวิเคราะห์รุ่นหลังโต้แย้งว่าแนวคิดนี้มักถูกนำเสนอเกินจริง
การที่คนจดจำเรื่องลบได้นานกว่าจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรื่องลบจะส่งผลรุนแรงกว่าในทุกสถานการณ์ สำหรับแบรนด์ที่คิดจะเดิมพันด้วยการตลาดสไตล์ Negative บทเรียนจากงานวิจัยจึงไม่ใช่คำตอบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ แต่คือการประเมินให้ชัดก่อนลงมือว่าแบรนด์ของตัวเองอยู่ในเงื่อนไขที่กลไกนี้จะทำงานให้ หรืออยู่ในเงื่อนไขที่มันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.gsb.stanford.edu/faculty-research/publications/positive-effects-negative-publicity-when-negative-reviews-increase
- https://www.psychologytoday.com/us/blog/cultural-animal/202306/bad-is-still-much-stronger-than-good
- https://www.pnas.org/doi/10.1073/pnas.1618923114
- https://theconversation.com/online-outrage-can-benefit-brands-that-take-stances-on-social-issues-208091
- https://www.thedrum.com/news/the-25-most-controversial-ads-ever-made-1
- https://kadence.com/en-us/knowledge/how-brands-can-lead-during-boycotts-2/
- https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6132407/

