×

ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขงานวิจัยเบื้องหลังการตลาดสไตล์ Negative ว่าทำไมบางแบรนด์ยิ่งดัง แต่บางแบรนด์ยิ่งเจ็บตัว

28.07.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบคอลลาจปากคน พร้อมข้อความ 'ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขการตลาดสไตล์ Negative ทำไมบางแบรนด์ดัง แต่บางแบรนด์เจ็บตัว'

ในวงการตลาดมีความเชื่อที่ส่งต่อกันมานานว่า ไม่ว่าจะถูกพูดถึงในแง่ดีหรือแง่ร้าย ขอแค่มีคนพูดถึงแบรนด์ก็ถือว่าได้ประโยชน์ไปแล้ว แต่คำถามที่นักการตลาดถามกันมาตลอดคือ การถูกด่า ถูกวิจารณ์ หรือถูกทัวร์ลง ช่วยให้แบรนด์ดังและขายดีขึ้นจริงหรือไม่ และถ้าจริง มันได้ผลในเงื่อนไขแบบไหน

 

 

 

คำตอบจากงานวิจัยหลายชิ้นตรงกันในจุดหนึ่ง คือการตลาดสไตล์ Negative ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกแบรนด์ทุกสถานการณ์ บางกรณีเรียกยอดขายและการรับรู้ได้มหาศาล อย่างแคมเปญของ Nike ที่จุดกระแสเดือดจนมีคนเรียกร้องให้บอยคอต แต่กลับสร้างรายได้หลักหลายพันล้านดอลลาร์

 

ขณะที่บางแบรนด์เล่นเกมเดียวกันแล้วจบด้วยการขอโทษและถอดแคมเปญออกภายในไม่กี่ชั่วโมง เส้นแบ่งระหว่างสองผลลัพธ์นี้คือสิ่งที่งานวิจัยพยายามอธิบาย

 

‘ข่าวลบ’ ขายของได้จริง

 

หลักฐานวิชาการที่ตรงประเด็นที่สุดมาจากงานของ Jonah Berger, Alan Sorensen และ Scott Rasmussen ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Marketing Science เมื่อปี 2010 ในชื่อ ‘Positive Effects of Negative Publicity’ ทีมวิจัยตั้งคำถามตรงๆ ว่าข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มยอดขายได้หรือไม่ และเมื่อไร ทั้งที่งานวิจัยก่อนหน้าส่วนใหญ่พบแต่ผลเสียของข่าวลบ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวแย่หรือการบอกต่อในทางไม่ดี ที่ล้วนฉุดการประเมินสินค้าและยอดขายให้ต่ำลง

 

ข้อค้นพบสำคัญคือ ‘ข่าวลบ’ เพิ่มโอกาสการซื้อและยอดขายได้ผ่านการเพิ่มการรับรู้ต่อสินค้า พูดง่ายๆ คือคนจะซื้อของได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่าของนั้นมีอยู่ก่อน และข่าวลบก็ทำหน้าที่ปลุกการรับรู้นั้น ผลจึงต่างกันชัดเจนระหว่างแบรนด์ที่คนรู้จักดีอยู่แล้วกับแบรนด์ที่คนยังไม่รู้จัก

 

กลไกนี้สอดคล้องกับหลักการที่ว่า ยิ่งสินค้าถูกทำให้ปรากฏต่อสายตาบ่อยเท่าไร ก็ยิ่งถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาตอนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าการปรากฏนั้นจะมาจากโฆษณา การบอกต่อ หรือแม้แต่ดราม่า

 

ตัวอย่างที่ทีมวิจัยใช้คือ รีวิวหนังสือเชิงลบใน The New York Times ทำให้ยอดขายหนังสือของนักเขียนที่มีชื่อเสียงลดลง แต่กลับดันยอดขายหนังสือของนักเขียนที่คนยังไม่ค่อยรู้จักให้สูงขึ้น เพราะสำหรับกลุ่มหลัง การถูกพูดถึงในแง่ลบยังดีกว่าการไม่ถูกพูดถึงเลย

 

นอกจากนี้ Berger และทีมยังชี้ว่าระยะเวลาห่างระหว่างการรับรู้ข่าวกับจังหวะที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อจริงก็มีผลต่อเรื่องนี้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนมักจำได้ว่าเคยได้ยินชื่อสินค้านั้น แต่เลือนรางว่าได้ยินมาในแง่ดีหรือแง่ร้าย

 

ทำไม ‘สมองมนุษย์’ ถึงจดจ่อกับเรื่องลบ

 

เบื้องหลังปรากฏการณ์ ‘ยิ่งด่ายิ่งดัง’ คือกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Negativity Bias งานสำรวจคลาสสิกของ Roy Baumeister และคณะ ในชื่อ ‘Bad Is Stronger Than Good’ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Review of General Psychology ปี 2001 รวบรวมหลักฐานจากแทบทุกสาขาของจิตวิทยาแล้วได้ข้อสรุปตรงกันว่า ข้อมูลด้านลบมีผลต่อความสนใจ, ความจำ, อารมณ์ และการตัดสินใจ มากกว่าข้อมูลด้านบวกที่รุนแรงพอกัน คำวิจารณ์กระทบใจคนมากกว่าคำชม และความประทับใจแย่ก็ก่อตัวเร็วกว่าและลบออกยากกว่า

 

ผลของกลไกนี้สามารถวัดได้ โดยนักวิจัยรายหนึ่งเคยทดลองเขียนบทความสองชิ้นความยาวเท่ากันแล้วโพสต์พร้อมกัน ชิ้นหนึ่งพูดถึงอนาคตที่สดใส อีกชิ้นพูดถึงอนาคตที่มืดมน ผลปรากฏว่าชิ้นที่พูดถึงเรื่องมืดมนมีคนอ่านมากกว่าถึง 7 เท่า สะท้อนว่าคนเลือกเปิดอ่านเรื่องลบก่อนเรื่องบวกโดยแทบไม่รู้ตัว

 

พอย้ายมาอยู่บนโซเชียลมีเดีย กลไกนี้ยิ่งถูกขยาย งานวิจัยของ William Brady และคณะ ในวารสาร PNAS ปี 2017 วิเคราะห์ข้อความบนโซเชียลกว่า 5 แสนข้อความ แล้วพบว่ายิ่งข้อความมีคำที่สื่ออารมณ์เชิงศีลธรรมมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งถูกส่งต่อมากขึ้นเท่านั้น โดยทุกคำที่เพิ่มเข้าไปหนึ่งคำ ดันอัตราการส่งต่อขึ้นราว 20%

 

ทีมวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Moral Contagion หรือการแพร่ระบาดทางศีลธรรม แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ เนื้อหาลักษณะนี้แพร่ได้แรงภายในกลุ่มที่คิดเหมือนกัน แต่ข้ามไปยังกลุ่มที่คิดต่างได้น้อย

 

งานวิจัยรุ่นถัดมายังพบว่า ภาษาที่โจมตีหรือลดทอนกลุ่มตรงข้าม คือสัญญาณที่บอกได้แม่นที่สุดว่าโพสต์ไหนจะมีคนกดไลก์และแชร์มาก เหนือกว่าปัจจัยอื่นทั้งหมดที่ทีมวิจัยวัด ข้อค้นพบนี้เป็นดาบสองคมสำหรับแบรนด์ เพราะมันหมายความว่าเนื้อหาที่จุดอารมณ์และแบ่งฝ่ายมักได้ยอดเอนเกจเมนต์สูง แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงที่จะสร้างศัตรูไปพร้อมกัน

 

เมื่อ ‘ยิ่งด่ายิ่งดัง’ ได้ผล และเมื่อมันพังไม่เป็นท่า

 

ตัวอย่างที่มักถูกยกเป็นความสำเร็จของ Outrage Marketing คือแคมเปญของ Nike ที่ใช้ Colin Kaepernick อดีตนักอเมริกันฟุตบอลที่เคยประท้วงด้วยการคุกเข่าระหว่างเพลงชาติ เป็นพรีเซนเตอร์เมื่อปี 2018 แคมเปญนี้จุดกระแสไม่พอใจอย่างหนักและมีการเรียกร้องให้บอยคอต

 

แต่รายงานระบุว่าสุดท้าย Nike ทำรายได้จากแคมเปญนี้ราว 6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.02 แสนล้านบาท) เพราะลูกค้าเดิมที่มีค่านิยมตรงกับแบรนด์รวมตัวสนับสนุนจนมากกว่าฝ่ายที่ไม่พอใจ

 

บทวิเคราะห์ที่อิงงานวิจัยชี้ว่า ความไม่พอใจสามารถเป็นประโยชน์ต่อแบรนด์ได้จริง หากความไม่พอใจนั้นปลุกให้กลุ่มคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกับแบรนด์ออกมายืนข้างแบรนด์แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะผลักลูกค้าที่เห็นต่างออกไป โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าหลากหลายค่านิยม

 

กรณีของ Gillette ก็คล้ายกัน แม้โฆษณาที่ตั้งคำถามเรื่องความเป็นชายจะเจอกระแสต้านช่วงแรก แต่แบรนด์กลับได้การมีส่วนร่วมและความภักดีระยะยาวเพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคกลุ่มอายุน้อย

 

อีกด้านหนึ่งของเหรียญคือแบรนด์ที่เล่นเกมนี้แล้วเจ็บตัวจริง กรณี Bud Light ที่ร่วมงานกับ Dylan Mulvaney อินฟลูเอนเซอร์ข้ามเพศเมื่อปี 2023 จุดกระแสบอยคอตจากผู้บริโภคกลุ่มอนุรักษนิยมจนกระทบยอดขายและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ส่วนโฆษณาของ Pepsi ที่ใช้ Kendall Jenner เมื่อปี 2017 ถูกวิจารณ์ว่าฉวยประเด็นความยุติธรรมทางสังคมมาใช้แบบฉาบฉวย จนแบรนด์ต้องถอดโฆษณาออกภายใน 24 ชั่วโมง แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นไปแล้ว

 

ความต่างระหว่าง Nike กับ Bud Light ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครกล้ากว่ากัน แต่อยู่ที่สองปัจจัยที่งานวิจัยชี้ตรงกัน ปัจจัยแรกคือระดับการรับรู้ต่อแบรนด์ งานของ Berger ชี้ว่ากลไกยิ่งด่ายิ่งดังได้ผลกับแบรนด์หรือสินค้าที่คนยังไม่รู้จักเป็นหลัก เพราะข่าวลบช่วยเพิ่มการรับรู้ที่ยังขาดอยู่ ขณะที่แบรนด์ใหญ่ที่คนรู้จักดีอยู่แล้วมักได้แต่ผลเสีย และผลด้านการรับรู้นี้ก็จางลงตามเวลา

 

ปัจจัยที่สองคือประเภทของการถูกด่า ต้องแยกให้ชัดระหว่างการถูกวิจารณ์เพราะแบรนด์เลือกยืนบนจุดยืนที่บางคนไม่เห็นด้วย กับการถูกวิจารณ์เพราะแบรนด์ทำสิ่งที่ถูกมองว่าละเมิดคุณค่าบางอย่าง กรณีหลังอย่างโฆษณาที่ถูกมองว่าเหยียดเชื้อชาติของ H&M หรือ Gucci มักจบด้วยการขอโทษและถอดแคมเปญ ไม่ใช่ยอดขายที่พุ่งขึ้น

 

อีกประเด็นที่ต้องไม่มองข้ามคือ แม้แต่แนวคิด Negativity Bias ที่เป็นรากฐานของเรื่องนี้ก็ยังถูกตั้งคำถามในแวดวงวิชาการ งานของ Jennifer Corns ในปี 2018 และบทวิเคราะห์รุ่นหลังโต้แย้งว่าแนวคิดนี้มักถูกนำเสนอเกินจริง

 

การที่คนจดจำเรื่องลบได้นานกว่าจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรื่องลบจะส่งผลรุนแรงกว่าในทุกสถานการณ์ สำหรับแบรนด์ที่คิดจะเดิมพันด้วยการตลาดสไตล์ Negative บทเรียนจากงานวิจัยจึงไม่ใช่คำตอบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ แต่คือการประเมินให้ชัดก่อนลงมือว่าแบรนด์ของตัวเองอยู่ในเงื่อนไขที่กลไกนี้จะทำงานให้ หรืออยู่ในเงื่อนไขที่มันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories