ภายหลังจากที่รัฐบาลและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมเดินหน้านโยบายเปิดสิทธิประโยชน์การให้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและสถานะทางการเงินของระบบสาธารณสุขไทย พร้อมเสนอให้มีการทบทวนนโยบายดังกล่าวโดยพิจารณาจากลำดับความสำคัญของวิกฤตสุขภาพด้านอื่นๆ ของประเทศ
นโยบายดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของกลุ่มคนข้ามเพศ และดึงผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสาธารณสุขอย่างปลอดภัย โดยครอบคลุมตั้งแต่การให้ยาฮอร์โมนข้ามเพศจำนวน 8 รายการ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) และการดูแลสุขภาพของกลุ่มคนข้ามเพศแบบองค์รวม ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มกระจายยาไปยังหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการรวม 50 แห่งทั่วประเทศ ได้อย่างเร็วที่สุดไม่เกินวันที่ 10 มิถุนายน 2569
▪️ตั้งคำถามสถานะการเงิน สปสช. ท่ามกลางวิกฤตงบประมาณ
นพ.วีระพันธ์ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในฐานะแพทย์และวุฒิสมาชิก โดยระบุว่า แม้ตนจะเข้าใจในสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศและสนับสนุนการได้รับการดูแลด้านสุขภาพ แต่จากประสบการณ์การทำงานในระบบสาธารณสุข ได้เกิดการตั้งคำถามถึงความเพียงพอของงบประมาณ สปสช. ในปัจจุบัน
นพ.วีระพันธ์ระบุว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตด้านงบประมาณ โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ปัญหา ได้แก่ คลินิกชุมชนอบอุ่นหลายแห่งประสบภาวะขาดทุนจนต้องยุติการให้บริการ โรงพยาบาลชุมชนขาดแคลนยาพื้นฐาน ผู้ป่วยโรคมะเร็งบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นต่อการรักษา และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการล้างไตยังคงต้องรอคิวรับบริการ
นพ.วีระพันธ์ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เมื่อประเทศมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การบริหารจัดการจึงต้องพิจารณาเรื่องลำดับความสำคัญอย่างตรงไปตรงมา
“การข้ามเพศเป็นเรื่องส่วนตัวที่เข้าใจได้ แต่ยาฮอร์โมนข้ามเพศไม่ใช่ยาที่รักษาโรคที่คุกคามชีวิต พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย
“คนอยากใช้ก็น่าจะซื้อใช้เองได้ ขณะที่เงินภาษีของคนทั้ง ประเทศนั้นมีไม่มากพอสำหรับทุกอย่าง” นพ. วีระพันธ์ระบุ
ในช่วงท้าย นพ.วีระพันธ์ ได้เสนอแนะให้ สปสช. ในฐานะหน่วยงานผู้บริหารจัดการงบประมาณ ทบทวนและพิจารณาประกาศยกเลิกนโยบายดังกล่าว โดยระบุว่าหากยกเลิกจะไม่มีผู้ใดตำหนิ แต่จะได้รับความชื่นชมจากประชาชนทั่วประเทศ


