รักชนก ศรีนอก และ ภคมน หนุนอนันต์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้ายื่นหนังสือและหลักฐานต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยอ้างอิงข้อมูลการดำรงตำแหน่งอื่นและการรับรายได้จากภาคเอกชนซึ่งอาจขัดต่อกฎหมาย
รักชนกเปิดเผยว่า หลักฐานสำคัญที่นำมายื่นคือรายงานของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ชุดที่ผ่านมา ซึ่งพลเมืองดีเป็นผู้ส่งมอบให้ โดยเลขาธิการวุฒิสภาได้เคยยืนยันการมีอยู่จริงของรายงานฉบับนี้ในชั้นกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎรชุดก่อน แม้รายงานดังกล่าวจะยังไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาเนื่องจากหมดวาระลงก่อน แต่ข้อมูลและข้อเท็จจริงในรายงานยังคงเดิม โดยมีการระบุถึงพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการขาดคุณสมบัติในสองกรณีหลัก
กรณีแรกเกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพและรับรายได้ระหว่างดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ข้อมูลจากหนังสือลับของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ อว78/00149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ระบุว่า นพ. สรณ มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยและทำหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นเวลาก่อนหน้าการมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพียงหนึ่งวัน และยังมีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง
นอกจากนี้ ข้อมูลแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปีภาษี 2565 จากกรมสรรพากร ปรากฏข้อมูลว่า นพ. สรณยังคงมีเงินได้ประเภทวิชาชีพอิสระจากการประกอบโรคศิลปะ จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นห้วงเวลาหลังจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว
อีกทั้งในปีภาษี 2565 และ 2566 ยังมีหลักฐานการรับรายได้จากบริษัท เมอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ โดยเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) อันเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นระหว่างดำรงตำแหน่ง
กรณีที่สองคือประเด็นการได้รับเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ โดยเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารมีมติเลือก นพ. สรณเป็นกรรมการอิสระ ซึ่งมีผลสมบูรณ์ทันทีตามกฎหมายก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพียงหนึ่งวัน
แม้ นพ. สรณจะมีหนังสือแจ้งธนาคารเพื่อขอยังไม่เข้ารับตำแหน่งระหว่างรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย และได้ขอถอนเรื่องออกในเวลาต่อมา แต่ในทางกฎหมายไม่ได้มีการยื่นใบลาออกต่อบริษัทตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ผู้ร้องจึงระบุว่าการกระทำดังกล่าวไม่มีผลเป็นการลาออก และทำให้ นพ. สรณยังมีสถานะเป็นกรรมการธนาคารมาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2565
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว รักชนกระบุว่า นพ. สรณเข้าข่ายเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 7 ข. (12), มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 และมาตรา 20 อย่างชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการสรรหาฯ ปฏิบัติหน้าที่พิจารณาเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดระเบียบความถูกต้องในองค์กรอิสระ
ด้านภคมนได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ตำแหน่งประธาน กสทช. เป็นผู้มีอำนาจในการกำกับดูแลและอนุมัติเม็ดเงินมหาศาลจากทรัพยากรคลื่นความถี่ของประเทศ เมื่อมีกรณีที่บุคคลมีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน รัฐบาลจึงต้องแสดงท่าทีในการตรวจสอบและไม่ควรละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการใช้อิทธิพลทางการเมืองที่เรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ในการเข้าครอบงำองค์กรอิสระ หรือการละเว้นการตรวจสอบบุคคลที่มีปัญหาด้านคุณสมบัติทางกฎหมายเพื่อรักษาอำนาจในการอนุมัติงบประมาณ
พร้อมระบุทิ้งท้ายว่า ความน่าเชื่อถือของ กสทช. และประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ ต้องเริ่มต้นจากการมีความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายของตัวประธานองค์กรเป็นพื้นฐานแรก


