รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ระดับ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 แม้จะถูกเทขายทำกำไรอยู่เป็นระยะๆ แต่ยังไม่มีสัปดาห์ไหนเลยที่ราคาจะยอมปิดหลุดลงไปในโซน ‘Bear Market’
ในโลกของการลงทุน ตัวเลข -20% จากระดับสูงสุด คือเกณฑ์ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็น ‘เส้นแบ่งเขตแดน’ ระหว่างการปรับฐานปกติ (Correction) กับการเข้าสู่สภาวะตลาดหมี (Bear Market) เมื่อสินทรัพย์ใดๆ ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเดิมเกินกว่า -20% จะถือเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่รุนแรง บ่งบอกถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเทรนด์จากขาขึ้นไปสู่ขาลง และมักกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายตื่นตระหนก (Panic Selling) จากความเชื่อมั่นที่พังทลายลง
จุดวัดราคาทองคำที่จะเข้าสู่สภาวะตลาดหมี หรือ ‘Bear Market’ คือระดับที่ต่ำกว่าระดับ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำเคยแวะเวียนลงไปมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่
- สัปดาห์ที่ 2 กุมภาพันธ์: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,404 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- สัปดาห์ที่ 23 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- สัปดาห์ที่ 30 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- สัปดาห์ที่ 18 พฤษภาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ล่าสุดเป็นครั้งที่ 5 ในสัปดาห์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ราคาทองคำลงไปทำระดับต่ำกว่า 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งทำระดับต่ำสุดไว้ที่ 4,367 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่มีแรงซื้อเข้ามามหาศาล จนดันราคาวิ่งกลับมาปิดสัปดาห์สูงถึง 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยนอกจากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยทั่วไปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความเป็นได้สูงสุดในการเป็นผู้ช้อนซื้อ (Buy on dip) ในสถานการณ์เช่นนี้คือ ‘ธนาคารกลาง (Central banks)’ ซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดทองคำ และในไตรมาส 1/2026 ธนาคารกลางยังเดินหน้าสะสมอีก 244 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี
โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่เปิดเผยว่าได้ทำการเร่งตุนทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) ในช่วงการร่วงลงของราคา โดยในเดือนเมษายน PBOC ซื้อทองคำเพิ่มอีก 8.1 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนตุลาคม 2025 จนถึง กุมภาพันธ์ 2026 มากถึง 8.67 เท่า และนับเป็นการสำรองทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน ส่งผลให้ปัจจุบัน PBOC ได้ถือครองทองคำรวมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2,321.1 ตัน หรือ ประมาณ 9% ของทุนสำรองฯ ทั้งหมดเข้าไปแล้ว
การยืนหยัดเหนือแนวสำคัญที่ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงแรงซื้อหนุนหลังที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางกระแส De-dollarization โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่มองเห็นคุณค่าของทองคำในฐานะทุนสำรองที่มั่นคงท่ามกลางความผันผวนของระบบการเงินโลก
อย่างไรก็ดี ระดับดังกล่าวจะสามารถเอาอยู่ได้ตลอดทั้งปี 2026 หรือไม่ ก็จะขึ้นอยู่กับทิศทางการดำเนินนโยบายของ Fed ที่ก้าวเข้าสู่ภายใต้การนำของ ‘Kevin Warsh’ ประธาน Fed คนใหม่ เพราะสิ่งที่สำคัญคือ Warsh จะต้องต้องรับมือกับทั้ง มรสุมเงินเฟ้อ และแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น การประชุม Fed ในวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งแรกว่าทองคำจะรักษาความแข็งแกร่งนี้ไว้ได้นานแค่ไหนภายใต้ทิศทางนโยบายการเงินใหม่
ภาพ: Shutterstock.AI Generator

